รีเซต

BIS สต๊อกแน่น 3 เดือน เดินหน้า M&A เสริมทัพ

BIS สต๊อกแน่น 3 เดือน เดินหน้า M&A เสริมทัพ
ทันหุ้น
27 พฤษภาคม 2569 ( 01:50 )

นายรุ่งโรจน์  ถาวรธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสนับสนุน บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เปิดเผยกับ “ทันหุ้น”  ว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากค่าขนส่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-5% ของต้นทุนรวม โดยบริษัทยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้ากับลูกค้า แต่ใช้วิธีบริหารต้นทุนด้วยการรับภาระค่าขนส่งบางส่วนไว้เอง พร้อมปรับลดความถี่ในการจัดส่งสินค้า จากเดิมที่จัดส่งทุกวัน เป็นการจัดส่งแบบวันเว้นวัน เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ขณะที่ลูกค้ามีการสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน               

บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารสต๊อกสินค้า โดยมีการสั่งสินค้าล่วงหน้าเพื่อสำรองไว้ให้เพียงพอประมาณ 3 เดือน ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถคงต้นทุนเดิม และกำหนดราคาขายล่วงหน้ากับลูกค้าได้ โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการขาดแคลนวัตถุดิบ มีเพียงการปรับขึ้นราคาตามกลไกราคาน้ำมันเท่านั้น นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาควบรวมกิจการ หรือ M&A ประมาณ 3-4 ราย ทั้งในธุรกิจสัตว์เลี้ยงและธุรกิจปศุสัตว์ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจน หรือสามารถปิดดีลได้อย่างน้อย 1 ดีลภายในปีนี้ ส่วนการขยายตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันตลาดกัมพูชายังเติบโตไม่มากนัก เนื่องจากด่านชายแดนยังปิดอยู่ ขณะที่ตลาดเวียดนามยังไม่เติบโตตามที่คาด บริษัทจึงอยู่ระหว่างการหาตัวแทนจำหน่ายรายใหม่เพิ่มเติม

สำหรับตลาดเมียนมายังคงเป็นเป้าหมายหลักในการขยายธุรกิจต่างประเทศ ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดใหม่ในอินโดนีเซียและบังกลาเทศ

ภาพรวมปี 2569 ถือเป็นปีแรกของแผนกลยุทธ์ 3 ปี “Jump+” ระหว่างปี 2569-2571 ซึ่งมุ่งยกระดับโครงสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตแบบระมัดระวังที่ระดับ 10-12% พร้อมผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้กลับไปแตะระดับ 17% จากปัจจุบันที่สามารถรักษาไว้เหนือระดับ 15% ได้อย่างต่อเนื่องแรงขับเคลื่อนหลักจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง โดยเฉพาะธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่เติบโตตามเทรนด์การเลี้ยงสัตว์แบบพรีเมียม ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ราว 25% และตั้งเป้าขยายเป็น 30% ภายใน 3 ปี ผ่านการพัฒนาสินค้า OEM และแบรนด์ของบริษัทเอง               

ขณะที่ธุรกิจปศุสัตว์ยังคงเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง โดยบริษัทเดินหน้าขยายฐานลูกค้าไปยังโรงงานอาหารสัตว์และฟาร์มแบบครบวงจรมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยง ส่วนตลาดต่างประเทศยังคงรักษาฐานในเวียดนามและเมียนมา พร้อมเดินหน้าหาพันธมิตรในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง