TU กำไรไตรมาส 2 ที่ 1,264 ล้านบาท เคาะปันผล 0.40 บาท สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #TU กำไรไตรมาส 2 ที่ 1,264 ล้านบาท เคาะปันผล 0.40 บาท สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1,264 ล้านบาท ลดลง 0.7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 13.5% QoQ ขณะที่ยอดขายอยู่ที่ 33,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% YoY และ 5.6% QoQ ส่วน EBITDA เพิ่มขึ้น 4.3% YoY เป็น 3,514 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 21.4% สูงกว่ากรอบเป้าหมายของบริษัท จากการบริหารราคาขาย การควบคุมต้นทุน และสัดส่วนสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น
ผลประกอบการได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติในทุกกลุ่มธุรกิจและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าบริษัทจะเผชิญต้นทุนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตลอดทั้งไตรมาส รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.2% YoY นอกจากนี้ บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 71 ล้านบาท เทียบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในปีก่อน ทำให้กำไรสุทธิทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น
การเติบโตหลักมาจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งยอดขายเพิ่มขึ้น 2.3% YoY และครึ่งปีแรกเติบโต 12.2% จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 29.7% ขณะที่ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายเพิ่มขึ้น 1.5% YoY และทำอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23.8% จากการบริหารราคาขาย ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น ส่วนธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งแม้ยอดขายทรงตัว แต่สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 13.5% จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวย
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 161,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 2.5% เป็น 53,374 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 1.15 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและการบริหารเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ
คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสด 0.40 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม–30 มิถุนายน 2569 และกำไรสะสม กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 14 สิงหาคม 2569, กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) วันที่ 17 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 28 สิงหาคม 2569
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทได้ ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมปรับลดงบลงทุน (CAPEX) ขณะที่ประเมินว่ามาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยไว้ที่ 12.5% จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ไทยยูเนี่ยนปลื้ม GPM ไตรมาสสองทำนิวไฮทะลุ 21.4% พร้อมไฟเขียวจ่ายปันผล 0.40 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.3% ด้านอัตราส่วน D/E ปรับตัวลดลง ตอกย้ำสถานะการเงินแข็งแกร่ง
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ในระดับแข็งแกร่ง พร้อมทำอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% สูงกว่ากรอบเป้าหมายปี 2569 และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ของบริษัท ขณะที่เงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 14.3% อยู่ที่ 0.40 บาท นับเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ระหว่างกาลที่ 3.4% กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 0.33 บาทต่อหุ้น อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.15 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และฐานะทางการเงินที่มั่นคง
ยอดขายในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 33,845 ล้านบาท นับเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 สะท้อนความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนกำลังสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ปริมาณการขายที่เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 รวมถึงเงินปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 14% ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการส่งมอบผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง เราจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีผลกำไร พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”
อัตรากำไรขั้นต้นซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,238 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 2,150 ล้านบาท
ในไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ยอดขายเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 16,853 ล้านบาท และปริมาณการขายเติบโต 4.4% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (Private Label) สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนบรรจุกระป๋อง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายตามฤดูกาลในยุโรป ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรลบรรจุกระป๋องเติบโตจากกระแสความนิยมในตลาด โดยการบริโภคปลาซาร์ดีนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 13% และปลาแมคเคอเรลเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2568 เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาแหล่งโปรตีนในราคาที่เข้าถึงได้ อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23.8% (เพิ่มขึ้นจาก 22.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน)
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) ยอดขายทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 9,995 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจกุ้งแช่แข็ง อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 13.5% จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวยและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ยอดขายเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นนั้นอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 29.7% เนื่องด้วยแรงหนุนจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมซึ่งคิดเป็น 52.4% ของยอดขาย และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใต้โครงการทรานส์ฟอร์เมชัน กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ยอดขายเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 2,508 ล้านบาท จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ รวมถึงความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ยังคงแข็งแกร่ง
แนวโน้มปี 2569 ไทยยูเนี่ยนปรับเพิ่มประมาณการผลการดำเนินงานปี 2569 โดยเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของยอดขายเป็น 4-6% (จากเดิม 3–4%) และอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 19.5 – 20.5% (จากเดิม 19-20%) พร้อมทั้งปรับลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน (CAPEX) ลงมาอยู่ที่ 5,000 – 5,500 ล้านบาท (จากเดิม 5,500–6,000 พันล้านบาท) ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ไว้ที่ 13.5–14.5% และคงอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% การปรับเพิ่มประมาณการครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น โดยการเติบโตของยอดขายได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเฉลี่ยที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออกและการแปลงค่างบการเงินของกิจการในต่างประเทศเป็
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
