รีเซต

แบงก์ชาติหนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ยกระดับธุรกิจ เสริมศักยภาพรายย่อย

แบงก์ชาติหนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ยกระดับธุรกิจ เสริมศักยภาพรายย่อย
TNN ช่อง16
9 กันยายน 2569 ( 14:53 )
9

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวในงาน TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW “มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” ในหัวข้อ SMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยระบุว่า ปัญหาใหญ่คือศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนจากตัวเลข GDP ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงปี 2537–2539 ไทยเติบโตเฉลี่ย 7.3% หลังวิกฤต ช่วงปี 2543–2550 เติบโตเฉลี่ย 5.3% ช่วงปี 2553–2562 เติบโตเฉลี่ยเพียง 3.7% และในช่วงหลังโควิด ช่วงปี 2564–2568 เหลือเติบโตเพียง 2.4%

ดังนั้น ปัญหาของไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องหาวิธีเพิ่ม ศักยภาพการเติบโต หรือ potential growth เมื่อโลกเองกำลังเข้าสู่ยุคความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็น Gulf War, วิกฤตการเงินเอเชีย, วิกฤตการเงินโลก 2008, US-China Trade War, COVID-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญกับ shock เป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ shock เกิดขึ้นถี่และมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยต้องมีเศรษฐกิจที่ แข็งแรงและยืดหยุ่นมากพอที่จะรับมือกับความผันผวนเหล่านี้

ซึ่งหนึ่งกลไกที่สำคัญคือ SMEs ที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หากต้องการปลุกให้ SMEs กลับมาคึกคักได้ เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเสริมศักยภาพให้กับ SMEs เพราะ SMEs เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย แม้ SMEs จะสร้าง GDP ประมาณ 35% แต่มีสัดส่วนการจ้างงานถึงประมาณ 69% ของการจ้างงานทั้งหมด ดังนั้น SMEs มีความสำคัญมากกว่าตัวเลข GDP เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับรายได้ประชากร การจ้างงาน กำลังซื้อ การบริโภค ซึ่งจะสะท้อนไปยังเศรษฐกิจโดยรวม

โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ธปท.พบว่าในการเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของภาค SMEs ที่ชะลอลง SMEs ไทยกำลังเจอปัญหาอยู่ยาก โตยาก หนี้เพิ่ม” โดย SMEs ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจมีอัตราการอยู่รอดค่อนข้างต่ำ ภายใน 10 ปี SMEs ที่เริ่มต้นใหม่เหลือรอดเพียงประมาณ 50% หมายความว่า การสร้างธุรกิจใหม่ในประเทศไทยยังมีความเสี่ยงสูง และธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถอยู่รอดจนกลายเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตได้ 
รวมถึง SMEs รุ่นใหม่ไม่ได้เติบโตเร็วเหมือน SMEs รุ่นก่อน โดย SMEs ที่เริ่มดำเนินธุรกิจในช่วงปี 2001–2012 กับ SMEs ที่เริ่มในช่วงปี 2013–2024 พบว่า ธุรกิจรุ่นใหม่มีการเติบโตของรายได้ชะลอลง และการเติบโตเริ่มชะงักเมื่อดำเนินธุรกิจประมาณ 5 ปี สิ่งนี้สะท้อนว่าไทยไม่ได้มีปัญหาเฉพาะการสร้างธุรกิจใหม่ แต่มีปัญหาการพาธุรกิจก้าวข้ามจากธุรกิจขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ จำนวน SMEs ที่มีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น โดย SMEs จำนวนไม่น้อยกำลังถูกกดดันจากภาระหนี้ และหากปล่อยให้ปัญหาสะสม จะยิ่งลดความสามารถในการลงทุนและขยายธุรกิจ

ปัญหาที่สำคัญคือ SMEs เข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ โดยสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง ติดลบติดต่อกันถึง 16 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่มีภาพที่แตกต่างออกไป ขณะเดียวกัน ความต้องการสินเชื่อของ SMEs กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากธนาคารไม่ต้องการปล่อยกู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ต้นทุนและความเสี่ยงในการประเมิน SMEs สูง โดยคำขอสินเชื่อ SMEs เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่คำขอจำนวนมากไม่ได้รับสินเชื่อ โดยในกลุ่มคำขอสินเชื่อ SMEs ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้เดิม และมากกว่า 50% ของคำขอไม่ได้รับสินเชื่อ ขณะที่ธุรกิจที่ไม่เคยมีประวัติเครดิตยิ่งเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ SMEs ทังหมดไม่มีศักยภาพ ซึ่งแนวคิดของธปท. คือ ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการช่วย SMEs ทุกบริษัท SMEs บางส่วนมีประสิทธิภาพสูงมาก ในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% มี SMEs จำนวนไม่น้อยที่มีประสิทธิภาพ ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กลับเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยกว่า ซึ่ง SMEs ในกลุ่ม Top 30% มี SMEs เพียงประมาณ 21% ที่เข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 63% ขณะที่ SMEs รุ่นใหม่ยิ่งเข้าถึงเงินยาก จากการเปรียบเทียบเฉพาะ SMEs ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ธุรกิจที่อายุเพียง 0–5 ปีมีสัดส่วนการเข้าถึงสินเชื่อต่ำกว่าธุรกิจที่มีอายุมากกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่ธุรกิจที่อยู่มานานกว่า 30 ปีสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในสัดส่วนสูงกว่า

ขณะที่ในบรรดา SMEs ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ มีจำนวนมากที่ยังมีศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อได้ โดย SMEs ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อออกเป็น 4 กลุ่ม 38% มีกำไรและยังเติบโต 19% ไม่มีกำไรแต่ยังเติบโต 27% มีกำไรแต่หดตัว 16% ไม่มีกำไรและหดตัว ดังนั้น SMEs ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อไม่ได้แปลว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีอนาคตทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มที่ ยังมีกำไรและเติบโต หรือ ยังเติบโตแม้กำไรไม่ดี มีศักยภาพที่จะใช้เงินทุนเพื่อยกระดับธุรกิจได้ ธปท.จึงนำเสนอ “SMEs Credit Ecosystem” ประกอบด้วย 3 แนวทางในการยกระดับ SMEs ที่มีศักยภาพให้เข้าถึงสินเชื่อได้ 

SMEs Credit Portal สร้างตลาดกลางสินเชื่อ SMEs เชื่อมต่อ SMEs กับสถาบันการเงิน เป้าหมายเพื่อช่วยลด Search Cost ทั้งฝั่ง SMEs และผู้ให้สินเชื่อ แนวคิดคือ SME เข้ามากรอก ข้อมูลธุรกิจ, การเงิน, ประวัติสินเชื่อ และความต้องการสินเชื่อ จากนั้น SME สามารถลงข้อมูลให้ผู้ให้สินเชื่อหลายรายพิจารณา หรือเลือกเจาะจงผู้ให้สินเชื่อที่ต้องการ จากนั้นผู้ให้สินเชื่อสามารถติดต่อ SME เพื่อขอเอกสารเพิ่มเติมและพิจารณาสินเชื่อ

แนวทางถัดไปคือการลด Credit Cost ด้วย Data Bureau ซึ่งเป็นการนำข้อมูลประเภทอื่นมาใช้ประกอบการประเมินเครดิต เช่น ข้อมูลโทรคมนาคม, ค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า, ข้อมูลภาษี รวมถึง Payment ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหา SMEs ที่ไม่มี Credit History แต่มีข้อมูลรายได้เข้าบัญชี, จ่ายค่าไฟตรงเวลา, มีธุรกรรมผ่านระบบชำระเงิน, มีการเสียภาษี รวมถึงมีลูกค้าและยอดขายจริง ข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้ให้กู้ประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น

และแนวทางสุดท้ายคือ การค้ำประกันสินเชื่อเพื่อแชร์ความเสี่ยงด้วย SMEs Credit Boost หลักการคือให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs กลุ่มเป้าหมายก่อน จากนั้นสินเชื่อที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้าร่วมโครงการ และโครงการจะช่วย ร่วมรับความเสี่ยงด้านเครดิต หากสินเชื่อเกิดความเสียหายตามเงื่อนไข ธนาคารสามารถขอรับเงินชดเชยได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมตามแนวคิด Reinvent Thailand, ธุรกิจที่มีแผนยกระดับศักยภาพและปรับตัว, ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และโครงการ SMEs Credit Boost เริ่มวันที่ 23 ก.พ. 2569 โดย ณ วันที่นำเสนอ มียอดอนุมัติสินเชื่อรวมประมาณ 70,000 ล้านบาท จากเป้าหมายประมาณ 80,000 ล้านบาท

ธปท. ใช้แนวคิดในการช่วย SMEs ที่เน้นการค้นหา SMEs ที่มีศักยภาพ ลดอุปสรรคด้านข้อมูล ลดต้นทุนการให้สินเชื่อ แชร์ความเสี่ยง ให้เงินทุน เพื่อเพิ่ม productivity ทำให้ SMEs เติบโตได้ เศรษฐกิจไทยก็เติบโตได้เช่นเดียวกัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง