การลงทุนไม่ได้หายไปไหน แต่มุ่งไปหาประเทศที่มีความพร้อม

ในงาน TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW “มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” เนื่องในโอกาส TNN ช่อง 16 ครบรอบ 18 ปี ก้าวสู่ปีที่ 19 มีการเปิดสัมมนาหัวข้อ “Future World & Economy” โลกผันผวน เศรษฐกิจเปลี่ยนเกม โอกาสไทยในเวทีโลก ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านร่วมขึ้นเวที เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการแข่งขันด้านเศรษฐกิจบนเวทีโลก ในช่วงที่โลกมีความผันผวนหลายด้าน
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บอกว่าในภาวะที่โลกผันผวน ยังมี Investment boom เกิดขึ้น ในบางอุตสาหกรรม และบางประเทศ โดยเม็ดเงินลงทุนไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังวิ่งเข้าหาอุตสาหกรรมบางอย่าง และบางประเทศที่มีความพร้อม โดยตอนนี้ อุตสาหกรรมที่เป็นตัวชูโรงคือ “เอไอ” “โครงสร้างดิจิตัล” “เซมิคอนดักเตอร์” และ “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” โดยมีอาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนหลัก และไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความโดดเด่น ซึ่งไทยก็ต้องพยายามคว้าโอกาสนี้ให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่จะทำให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดจากคลื่นการลงทุนรอบนี้ คือการสร้างเครือข่ายรองรับให้โอกาสการลงทุนกระจายไปตามภาคส่วนต่าง ๆ โดยไทยมีจุดแข็ง 3 เรื่อง ในสายตานักลงทุน คือ 1 ปัจจัยความพร้อมที่จะรองรับการลงทุน 2 คือความเป็นกลาง ที่ทำให้ไทยสามารถทำธุรกิจได้กับทุกประเทศ และ 3 คือความน่าเชื่อถือ และไทยยังมีพื้นฐานเป็นปัจจัยเดิมที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้การลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่ไทยมี อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในโลกอนาคต นฤตม์เสนอว่าไทยต้องเสริมความแข็งแกร่งเข้าไปใน 5 เรื่องนี้ ได้แก่ บุคลากรที่รองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่, การเชื่อมไทยเข้าสู่อุปทานโลกยุคใหม่, การจัดหาพลังงานในราคาที่เหมาะสม, การขยาย FTA เพื่อเปิดตลาดการค้า การลงทุน และความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย บอกว่าเรื่องสงครามการค้ายังเป็นเรื่องที่น่ากังวล เราจะได้เห็น Choke Point หรือคอขวดในเรื่องการค้ามากขึ้น ที่จะมีการนำข้อได้เปรียบของแต่ละประเทศมาเป็นอาวุธทางการค้า ทำให้ห่วงโซอุปทานในเรื่องการเจรจาการค้าเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า FTA หรือความร่วมมือด้านการค้าในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งไทยยังคงเน้นการส่งออกไปที่สหรัฐฯ และจีนเป็นหลัก แต่ต่อไป การกระจายตลาดจะมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งเครื่องมือสำคัญในการกระจายตลาด ก็คือการเจรจาเพื่อทำ FTA โดยตอนนี้ ไทยให้ความสำคัญกับการทำ FTA กับสภาพยุโรป เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่และมีกำลังซื้อสูง หากไทยสามารถทำ FTA กับสหภาพยุโรปได้ ภาษีสินค้าจากไทยจะลดลงเหลือ 0% หรือลดลงอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของสินค้าไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่โอกาสที่สำคัญกว่าการได้ลดภาษี คือโอกาสในการลงทุน ที่จะทำให้ไทยได้พัฒนาโครงสร้างใหม่ ๆ ให้กับเศรษฐกิจ เช่นเรื่องพลังงาน เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรที่สูงกว่าเดิม เป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยขึ้นไปอีกขั้น
วีระพงษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป สำเร็จไปแล้ว 2 ใน 3 โดยประเทศไทยตั้งเป้าว่าจะเจรจาการทำ FTA กับสสภาพยุโรปให้สำเร็จเร็วที่สุด และตั้งเป้าไว้ว่าจะสำเร็จภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปี 2027
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ คือความมั่นคงด้านนโยบายที่จะไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ที่จะทำให้พวกเขาลงทุนในประเทศไทยได้ในระยะยาว และจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยด้วย
ตอนนี้ เศรษฐกิจไทยที่เป็นโมเดลใหม่ จะเปลี่ยนจากการดูแค่ตัวเลข หรือปริมาณ ไปดูเรื่องของคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางที่รัฐบาลไทย กำลังมุ่งเน้นไปที่ Quality of Growth ซึ่งไทยจะวัดความสำเร็จด้วยวิธีใหม่ ๆ ไม่ใช่วัดด้วยวิธีเดิม ๆ ว่า GDP โตเท่าไร หรือส่งออกโตเท่าไร แต่ต้องวัดกันที่ Productivity ว่าโตเท่าไร หรือมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโตแค่ไหน หรือเงินลงทุนที่เข้ามา เข้ามาลงทุนจริงเท่าไร สร้างงานมากแค่ไหน ทำให้เทคโนโลยีกระจายขนาดไหน ซึ่งจะเป็นตัวยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจของไทยอย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
