รีเซต

ทำไมธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมาแรง แม้เด็กไทยเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี และโรงเรียนเอกชนทยอยปิดตัว

ทำไมธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมาแรง แม้เด็กไทยเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี และโรงเรียนเอกชนทยอยปิดตัว
TNN ช่อง16
28 สิงหาคม 2569 ( 13:13 )
1

เด็กไทยเกิดน้อยที่สุดในรอบ 75 ปี โรงเรียนเอกชนขาดแคลนเด็กเข้าใหม่จนหลายที่ปิดตัว แต่ธุรกิจโรงเรียนที่กลับเติบโตขึ้นต่อเนื่องคือ ‘โรงเรียนนานาชาติ’ ทำไมโรงเรียนนานาชาติ โตสวนทางสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ และโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทย ที่เจอวิกฤตอย่างไรกันบ้าง ?


เด็กไทยเกิดน้อย ต่ำสุดในรอบ 75 ปี

เด็กไทยเกิดน้อยลง นี่เป็นสิ่งที่เราได้ยินมาตลอดแทบทุกปี แต่ปีล่าสุด หรือในปี 2568 ถือได้ว่า เด็กเกิดใหม่ในไทยต่ำสุดในรอบ 75 ปี โดยจำนวนเด็กเกิดใหม่นั้นอยู่ที่เพียง 4.16 แสนคน โดยจังหวัดที่เกิดน้อยสุดอย่างสมุทรสงครามนั้น มีเด็กเกิดเพียง 598 คนเท่านั้น หรือคิดเป็นเพียง 3.23% ต่อ 1,000 ประชากร 

แต่หากเทียบจังหวัดที่อัตราส่วนการเกิดต่อประชากรต่ำสุดในไทยนั้น คือ จังหวัดชัยนาท ที่ 986 คน แต่เทียบได้เพียง 3.16 ต่อ 1,000 ประชากร เท่านั้น

หากย้อนกลับไปเพียงแค่ 10 ปีก่อน หรือในปี 2558 จำนวนเด็กเกิดในไทยช่วงนั้นยังสูงถึง 7.3 แสนคน เห็นได้ชัดว่า ใน 1 ทศวรรษลดลงมาถึงกว่า 3 แสนคน และอัตราการเกิดของเด็กไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยถึงปีละ 4.5% ขณะที่จำนวนนักเรียนในระบบการศึกษาโดยรวมมีอัตราลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9% ต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเด็กน้อย และโรงเรียนจะหานักเรียนใหม่จากที่ไหน ธุรกิจการศึกษาเลยหดตัวไปด้วย 


โรงเรียนเอกชน หดตัวอย่างไรบ้าง ? 

โรงเรียนเอกชนปิดตัว และค้างชำระค่าเทอมจำนวนมาก นี่คือภาพสถานการณ์ที่เกิดจากทั้งเด็กเกิดน้อย และปัญหาทางเศรษฐกิจ 

โดยข้อมูลสถิติล่าสุดจากสมาคมคณะกรรมการประสานงานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ปส.กช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ชี้ว่า ณ เดือนมิถุนายน 2569 ยอดค้างชำระค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมสะสมของโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นกว่า 2,100 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่รวบรวมได้เข้าระบบ ยอดค้างชำระจริงในทางปฏิบัติน่าจะสูงกว่านี้มาก 

การที่ผู้ปกครองไม่มีกำลังจ่ายค่าเรียนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนเอกชนมีรายได้หลักจากค่าธรรมเนียมการเรียนเพื่อนำมาหมุนเวียนจ่ายเงินเดือนครูและค่าใช้จ่ายคงที่

ทั้งในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2562-2567 มีโรงเรียนเอกชนที่ตัดสินใจหยุดดำเนินการหรือปิดกิจการอย่างเป็นทางการแล้วไม่น้อยกว่า 60 แห่ง ทั่วประเทศ จำนวนโรงเรียนเอกชนลดลงจากกว่า 4,100 แห่ง เหลือเพียง 3,946 แห่ง หรือลดหายไปถึง 4.8% โดยกลุ่มโรงเรียนสามัญศึกษาเป็นกลุ่มที่มีสถิติยุติกิจการมากที่สุด 

และเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ช่วงกลางปี 2569 มีโรงเรียนยื่นขอเลิกกิจการเพิ่มอย่างเป็นทางการอีก 4 แห่ง และภาพรวมทั้งปีมีโรงเรียนเตรียมปิดตัวเพิ่มเติมอีกประมาณ 20–30 แห่งทั่วประเทศ

ตัวเลขชี้ว่า จำนวนนักเรียนในระบบโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยหดตัวลงกว่า 19.6% ภายในเวลา 7 ปี โดยลดลงจากประมาณ 2.24 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียงประมาณ 1.8 ล้านคนในปี 2569

วิกฤตประชากรดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนผู้เรียนในระบบการศึกษาไทยอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 ภาพรวมจำนวนนักเรียนในประเทศไทยหดตัวลดลง 1.1% การลดลงนี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทย แต่ ท่ามกลางภาวะหดตัวอย่างรุนแรงของฐานประชากรเด็กและระบบการศึกษาหลักสูตรปกติ กลับมีกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่เติบโตและสวนกระแสอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ”


ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติโตแค่ไหนในไทย

ตลาดโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยอยู่ในภาวะขาขึ้น สวนทางกับทั้งปัจจัยลบด้านประชากรศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หากมาดูตัวเลขในปี 2567 มูลค่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 13% จากปีก่อนหน้า แตะระดับ 87,000 ล้านบาท และในปี 2568 มูลค่าธุรกิจจะขยายตัวต่อเนื่องอีก 9.7% ขึ้นไปแตะระดับ 95,000 ล้านบาท

จำนวนโรงเรียนในระบบเองก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 207 แห่งในปี 2562 เป็น 280 แห่งในปี 2569 ทั้งจำนวนนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติก็เพิ่มขึ้น จากที่เคยลดลงไปเหลือระดับ 2 หมื่นคนช่วงโควิด-19 แต่กลับเพิ่มขึ้นมากว่า 4 เท่า ที่ 8.6 หมื่นคนในปี 2569 มีอัตราการเติบโตสะสมเฉลี่ยสูงถึง 27.6% ต่อปี และคาดว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ 

โดยโรงเรียนนานาชาติในไทย ที่มีค่าเทอมสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น พบว่าอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทต่อเทอม  

แล้วทำไมถึงมีนักเรียนเพิ่มขึ้น แม้เด็กไทยเกิดน้อยลง ?

การสำรวจพบว่า กลุ่มครอบครัวไทยที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individuals) มีศักยภาพในการลงทุนด้านการศึกษาปรับสูงขึ้น โดยข้อมูลจาก LH BANK คาดการณ์ว่า ในปี 2569 จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะสูงถึงประมาณ 162,000 คน ขยายตัวเฉลี่ยที่ 11.7% ต่อปี ซึ่งครอบครัวเหล่านี้ยอมทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นใบเบิกทางให้บุตรหลานเข้าสู่สังคมระดับสากลและมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ทั้งยังอาจเรียกได้ว่า นักเรียนเหล่านี้ไม่ได้มาจากแค่กลุ่มเด็กไทยอย่างเดียว แต่ยังมาจากการเพิ่มขึ้นของกลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง (Expatriates) ที่เข้ามาทำงานในไทย ที่โตถึงกลับ 10% ต่อปีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสถิติระยะยาวยังพบว่ามีระดับผู้บริหารในไทยด้วย ส่งผลต่อจำนวนการส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนนานาชาติต่อเนื่อง 

นอกจาก Expat แล้ว ยังมีกระแสการย้ายถิ่นฐานการศึกษาของครอบครัวชาวจีนระดับบน  ที่ส่งบุตรหลานมาศึกษาต่อ เพราะค่าเทอมถูกกว่าในจีน และมีมาตรฐานสากล ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายของผู้ปกครองชาวจีนที่มีกำลังซื้อสอดคล้องกับสถิติจำนวนชาวจีนในตำแหน่งงานระดับสูงที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 20.8% ในช่วงปี 2564–2567


โมเดลการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในไทย

โรงเรียนนานาชาตินั้น ยังเติบโตในหัวเมือง และต่างจังหวัดอย่างชัดเจน โดยสถิติชี้ว่า จำนวนโรงเรียนนานาชาตินอกกรุงเทพฯ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีสูงถึง 9.1% โดยผู้ประกอบการเลือกปักหมุดทำเลทอง เช่น พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC) เช่น ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นทำเลที่มีเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาสูง 

หรือหัวเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพำนักอยู่ระยะยาว (Long-term expatriates) เป็นจำนวนมาก และธุรกิจนี้ ก็ดูว่าจะเติบโตขึ้นไปอีกต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากแผนยุทธศาสตร์ และรุกตลาดนี้ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มการศึกษาโรงเรียนนานาชาติจากต่างประเทศ ที่มีแผนเปิดตัวในไทย ไปถึงการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อยกระดับมาตรฐาน และขยายสาขาโรงเรียนในต่างจังหวัด และปริมณฑลด้วย 


ปรากฎการณ์ธุรกิจการศึกษา ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ

ปรากฏการณ์การขยายตัวอย่างมั่งคั่งของตลาดโรงเรียนนานาชาติ ขณะที่โรงเรียนเอกชนระดับล่างและกลางกำลังทยอยล่มสลาย สะท้อนภาพที่ชัดเจนของ ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของไทย

โดยหากมาดูข้อมูลของ World Inequality Database ระหว่างปี 2011–2023 พบว่า ประเทศไทยมีดัชนีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนรายได้ของประชากรกลุ่มมั่งคั่งที่สุดร้อยละ 10 (Top 10) กับประชากรกลุ่มล่างสุดร้อยละ 50 (Bottom 50) ของประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีอัตราส่วนความห่างอยู่ที่ 4.41 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนซึ่งอยู่ที่ 4.19 เท่า 

รายงานพิเศษจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพของคนไทยมีความแตกต่างกันตามระดับรายได้ โดบประชากรรายได้ต่ำ กลุ่ม Bottom 20 ต้องต้องใช้จ่ายเงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดไปกับสินค้าจำเป็นขั้นพื้นฐานเพื่อประทังชีวิต เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็น จึงแทบไม่มีเงินเหลือสะสมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือการลงทุนระยะยาว เช่นการศึกษา 

แต่กลุ่มประชากรรายได้สูง Top 10 ใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ไปกับสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ยานพาหนะส่วนบุคคล เทคโนโลยีขั้นสูง การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพระดับเอกชน รวมถึงการลงทุนกับการศึกษาขั้นสูงและหลักสูตรทางเลือกราคาแพง เงินที่จ่ายไปเหล่านี้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อซื้อคุณภาพชีวิตและสร้างความได้เปรียบทางสังคมให้แก่สมาชิกในครอบครัว

ช่องว่างด้านค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของสองกลุ่มนี้ก็ต่างกันด้วย โดยครอบครัวในกลุ่มฐานะสูงสุดมีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานเฉลี่ยถึง 55,858 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ครอบครัวกลุ่มฐานะต่ำสุดสามารถใช้จ่ายด้านการศึกษาได้เฉลี่ยเพียง 6,846 บาทต่อคนต่อปี เท่านั้น ซึ่งแตกต่างกันอย่างมหาศาลถึง 8.16 เท่า

ปรากฎการณ์นี้ จะไม่ได้ทำให้เห็นถึงแค่การมาแรงในธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ แต่ยิ่งเป็นภาพย้ำความเหลื่อมล้ำในไทย ที่ยิ่งรุนแรงขึ้นด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง