รีเซต

เสวนา Future People : คนไทย ปี 2035 เรียน คิด ใช้ชีวิตอย่างไร ? ในมุมการศึกษา ธุรกิจ และสุขภาพจิต

เสวนา Future People : คนไทย ปี 2035 เรียน คิด ใช้ชีวิตอย่างไร ? ในมุมการศึกษา ธุรกิจ และสุขภาพจิต
TNN ช่อง16
9 กันยายน 2569 ( 16:57 )
7

เพราะอนาคตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันยิ่งเร็วกว่าเดิมเมื่อเรามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีนวัตกรรมล้ำสมัยมาช่วยเหลือมนุษย์ แต่ความเร็วนั้นบางทีบางเรื่องประเทศไทยก็ยังตามไม่ทันโลก ไปถึงความเร็ว และข้อมูลที่ล้นหลาม ก็ทำมนุษย์เหนื่อยสุขภาพจิต สุขภาพใจ 


ในฐานะมนุษย์ และประชากรโลกที่ยังต้องอยู่ และใช้ชีวิตต่อไป เวทีเสวนา Future People : คนไทย ปี 2035 เรียน คิด ใช้ชีวิตอย่างไร ? ก็ได้เชิญชวนวิทยากรจากหลายด้าน มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า เราจะต้องเตรียมตัว พร้อมๆ ดูแลใจอย่างไร ตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตของเรา 



การศึกษาไทยที่เหลื่อมล้ำ ผู้นำต้องมุ่งมั่นแก้ไขเพื่ออนาคต


แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการพัฒนามนุษย์ และอนาคต ประเด็นที่ขาดไปไม่ได้เลย คือเรื่องของ ‘การศึกษา’ ซึ่งภาพที่เราเห็นตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน คือภาพจำที่ว่าเด็กไทยเรียนหนัก แต่เมื่อเราเทียบผลลัพธ์ หรือแข่งขันกับต่างประเทศ กลับพบผลที่ต่ำ 


ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัย CMKL และผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการการศึกษามานาน ได้ฉายภาพผลคะแนน PISA หรือโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติที่เพิ่งออกมาในสัปดาห์นี้ว่า ประเทศ

ไทยอยู่ลำดับ 53 โดยขึ้นมาจากลำดับ 58 จากผลครั้งก่อน แต่เมื่อมาเทียบคะแนนกับ

กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (OECD) ไทยคะแนนต่ำว่าทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ 


และแม้ว่าคะแนนจะดีขึ้นจากปี 2022 แต่ก็ถือว่ายังไม่ฟื้นจากระดับที่เราเคยทำได้ดีในปี 2012 ทั้งเมื่อเทียบกับอาเซียนเองเราก็ยังตามหลังสิงคโปร์ในทุกด้าน ซึ่งดร.สุชัชวีร์ยังชี้ว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คะแนนเราที่ตามหลังประเทศอื่นๆ เท่านั้น แต่เมื่อเทียบกันเองในประเทศ คะแนนของนักเรียนจากโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ กับโรงเรียนอาชีวศึกษา ยังต่างกันมากถึง 200 กว่าคะแนน แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำในไทยที่ชัดเจน 


“วันนี้เราเห็นเด็กไทยเก่ง แต่เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ในมหาสมุทรของความเหลื่อมล้ำ มีเด็กเก่งอยู่กระจุกนึง ที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่มีศักยภาพ” ดร.สุชัชวีร์กล่าว 


นอกจากสิงคโปร์ ที่เป็นประเทศเล็กแล้ว นายกสภามหาวิทยาลัย CMKL ยังเปรียบเทียบประเทศใหญ่อย่างจีน ที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าไทย แต่สามารถสร้างระบบการศึกษาที่เท่าเทียม คุณภาพสูง และไปถึงระดับอวกาศได้ เพราะลดช่องว่างการศึกษา ให้ครูในชนบทมีคุณภาพสูง ต่างจากไทยที่ครูเก่งๆ ต้องเข้ามาที่ส่วนกลาง ถึงจะเติบโต ทั้งไทยเองยังขาดแคลนการสร้างบุคลากรด้าน STEM หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสาขาของอนาคต ต่างจากจีน หรือเวียดนามด้วย 


อนาคตที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ยังทำให้ ดร.สุชัชวีร์มองสิ่งที่ตัวเองเคยพูดในอดีตเปลี่ยนไปด้วย โดยก่อน COVID-19 เขาเคยพูดไว้ว่า ‘โรงเรียน และมหาวิทยาลัยจะสูญพันธุ์’ ซึ่งเมื่อมองตอนนี้ เขายอมรับว่าที่ตัวเองพูดนั้นผิด ทั้งชี้ว่า สถาบันการศึกษา มีความสำคัญมาก ซึ่งหากพูดในแง่ความรู้วิชาการ การที่เด็กอายุ 18 จะจบปริญญาตรีนั้นก็เกิดขึ้นได้ แต่เราต้องไม่พูดถึงแค่เรื่องของความรู้ เพราะแต่ละประเทศพูดถึงการสร้างคนที่มีความเป็นมนุษย์ด้วย แต่ประเด็นของประเทศไทยนั้น ผู้นำไม่ได้มองเด็กเป็นลูก เพราะหากมองเป็นลูกจะเป็นอีกแบบ คือ ทำผิด ก็ลงโทษ และจะไม่อวยเกินงาม


และแม้ว่าในช่วงแรก ดร.สุชชัชวีร์จะชี้ความสำคัญ และอนาคตที่ขาดไม่ได้ของ AI แต่เขาก็ชี้ว่า มันเป็นดาบสองคม ทั้งกับเด็ก และผู้ใหญ่อย่างเรา “ผมสูญเสียความมั่นใจในการเขียนภาษาอังกฤษ เพราะเขียนแล้ว เราต้องส่งให้ AI ตรวจ และแม้แต่เขียนอีเมล์ มันก็เขียนได้เพอร์เฟ็กเกิน ดังนั้นหากไม่ใช่จดหมาย หรือบัตรเชิญ ผมจะตัดใจ พยายามไม่ใช้ AI แม้มันจะใช้คำที่สวยหรูมาก และผมคิดว่า แนวความคิดนี้ใช้กับเด็กได้ด้วย” ดร.ชี้ 


เขายังแสดงความเห็นว่า เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบไม่ควรใช้ AI ซึ่งในหลายประเทศก็เริ่มมีนโยบายไม่ให้เด็กใช้ เนื่องจากมันทำให้เราไม่คิดแสวงหา ขัดแย้งกับความเป็นมนุษย์ ที่ความสุขของชีวิตคือแสวงหาความท้าทาย พื้นฐานของความพยายามคือความเป็นมนุษย์ ดังนั้นต่อให้ AI จะเก่งมาก ทำได้ทุกอย่าง แต่หากเราเลี้ยงลูกด้วย AI ก็เสมือนลูกเรามีคนใช้มากมายล้อมตัว แม้จะเก่ง แต่ลูกเราจะทำอะไรไม่เป็นเลย 


ซึ่งนี่ก็เป็นการตอบคำถาม ดร.สุชัชวีร์ ที่มองว่า มหาวิทยาลัย และโรงเรียนยังจำเป็น 

เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม มีกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ ในการทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ และจัดการกับ AI ในความดี และเก่งเกินไปของ AI ที่มาทำร้าย Passion ในการเสาะแสวงหา 


ไม่เพียงแค่โรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่สำคัญ ดร.สุชัชวีร์ยังมองว่า ใบปริญญาก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ แต่คำถามต่อมาคือ ปริญญาสาขาอะไร เพราะปัจจุบัน หลายสาขาที่ไม่มีเด็กเรียน ถือเป็นการประเมินที่ชัดว่า เด็กไม่เรียน ดังนั้นอาจจะต้องปิดตัวลง และหลายสาขาที่เป็นสาขาสำหรับอนาคต เช่น จิตแพทย์ หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่คุณครูแนะแนว ดังนั้น ประเทศไทยควรผลักดันสาขาจำเป็น ไม่ใช่ตามใจสาขายอดนิยม และสาขาที่ต้องปิด ก็ควรจะปิดตัวลงไป 



ธุรกิจ สุขภาพจิต การศึกษา เมื่อทุกอย่างเกี่ยวโยงกัน


ในฐานะคนรุ่นใหม่ วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการบริหารและผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ซีอิ๊วตราเด็กสมบูรณ์นั้น ก็ได้ต่อยอดจาก ดร.สุชัชวีร์ว่า ไม่ใช่แค่ในตลาดการศึกษาในอนาคต แต่ในปัจจุบัน นักธุรกิจอย่างเขาก็ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่เขาเรียนรู้คือ AI นั้นไม่มีความเห็นใจ หรือ Emphaty และ  ความเป็นมนุษย์บางอย่าง AI ก็ไม่สามารถทำได้ ดึงข้อมูลอย่างแม่นยำไม่ได้ เรื่องการตรวจสอบความถูกต้องไม่ใช่ 100% 


แต่ถึงอย่างนั้น แม้ AI จะยังไม่สามารถแทนคนได้ แต่ในการจ้างคน เขาก็มองว่าคนที่ใช้ AI เป็นคือคนที่เป็นที่ต้องการในตลาด “ในการสัมภาษณ์พนักงาน ผมจะถามว่า เขาใช้ AI ในการทำงานกี่ชั่วโมง ใช้ตัวไหน ใช้ทำอะไร ผมไม่ได้ถามเรื่องประสบการณ์ทำงาน เพราะผมมองว่าทุกคนมีประสบการณ์ กับทักษะ” ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น  เล่าถึงอนาคตการทำงานที่เปลี่ยนไป 


วสุพล จบการศึกษาคณะวิศวกรรม ซึ่งแม้หลายคนอาจมองว่า ทำงานไม่ตรงสาย แต่เขาได้เล่าว่า การเรียนวิศวกรรม ทำให้เขาคิด และมองการทำธุรกิจเป็นระบบ ซึ่งเขามองว่า ในมุมของผู้บริหาร ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกบางเรื่อง แต่ควรรู้ทุกเรื่อง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เขาทำงานบริหาร และคิดเป็นขั้นตอน 


“หลายๆ คนพอไม่มี systematic thinking จะคิดไม่เป็นระบบ นำไปสู่ความเครียด และความเหนื่อย ผมของเปรียบปัญหา เหมือนเป็นกองขยะ กองใหญ่ ที่เราเห็นแล้วอาจจะเหนื่อย ไม่รู้จะแก้ตรงไหน แต่ถ้าเราแค่แยก จำแนกขยะ รีไซเคิล เราจะเห็นปัญหาแต่ละอย่างเล็กลง และเราจะแก้ปัญหาตามลำดับความสำคัญได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ จากวิชาวิศวกรรมต่างๆ เรียกว่าสืบเนื่องกันหมดทั้งธุรกิจ สุขภาพจิต การศึกษาต้องประกอบกัน”


ความรู้อย่างเดียวไม่พอ ถ้าใจไม่แข็งแรง ดังนั้นเขาย้ำว่า ทั้งสุขภาพจิตและความรู้ เป็นสองส่วนที่สำคัญพอๆ กัน 

ภูมิคุ้มกันสุขภาพจิต แค่อดทนไม่พอ ต้องปรับตัว และยืดหยุ่น


จากทั้งฝั่งการศึกษา และธุรกิจ เราเห็นชัดเจนว่า AI เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันทุกคน แต่ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ข้อมูลมากมายจนอาจจะมากเกินไปนั้น นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic ได้มาแบ่งปันการสร้างภูมิคุ้มกัน สำหรับพวกเราในอนาคต


โดย นพ.อภิชาติมองว่า Future people หรือมนุษย์ในอนาคตนั้น ไม่ใช่เด็ก Gen Alpha หรือ Gen Z แต่คือทุกคนที่ยังมีชีวิตในอนาคต ซึ่งต้องสร้างโครงสร้างสำหรับเรา และผู้สูงอายุด้วย ที่ผ่านมาชีวิตในช่วง 5 ปี เปลี่ยนไปเร็วมาก แต่มันก็เร็วขึ้นเรื่อยจาก 5 ปี เป็น 5 เดือน


ซึ่งในอดีต หากถามคนรุ่นก่อน บูมเมอร์ หรือ Gen X เรื่องภูมิคุ้มกันชีวิต คำตอบคือ ต้องอดทน อดทน พยายาม เข้มแข็ง และมันจะผ่านไป แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ส่วนเดียวของภูมิคุ้มกันของโลกอนาคต นอกจากการอดทน คือการปรับตัว และความยืดหยุ่น


“ปัจจุบันคนพูดกันเยอะมาก อย่าไปบอกคนอื่นว่าให้เข้มแข็ง อดทน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องดี เพราะ คนที่เป็นซึมเศร้า ให้เข้มแข็งยากกว่าคนทั่วไป เพราะเขาสะสมความเครียด เอาหัวชนปัญหา ดังนั้นคนเข้มแข็งมาหาจิตแพทย์ สิ่งที่รักษายาก คือการยอมรับความช่วยเหลือ ซึ่งการจะยอมรับนั้น ไม่ใช่เรื่องผิด” จิตแพทย์เล่า 


นอกจากนี้ คุณหมอยังชี้ว่า เราควรทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว โดยอะไรที่เป็นตัวเราที่ยังดีอยู่ให้คงไว้  แต่ต้องพร้อมรับสิ่งใหม่ และจะเป็นแก้วอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นภาชนะที่ใหญ่ขึ้น พร้อมรับอย่างอื่น ในโลกที่รวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรสำรวจอารมณ์ตัวเองบ่อยๆ เพราะอารมณ์ถูกกระตุ้นให้กังวล ไม่แปลกที่จะรู้สึกแย่ ดังนั้น เราควรอดทนเฉพาะสิ่งที่ต้องอดทน เข้มแข็งเฉพาะเรื่องที่ต้องเข้มแข็ง แต่อะไรต้องขอความช่วยเหลือให้ขอ

 

ไม่เพียงแค่ ข้อมูลที่มากมาย แต่ทุกวันนี้ ผู้คนใช้ AI พูดคุย ปรึกษากับมัน ให้มันคิดแทนเรา จนลืมตั้งคำถามกับมันเช่นกัน หมออภิชาติก็โยงให้เห็นถึง การพึ่งพา AI จนมนุษย์คิดเองไม่เป็น และความคิดสร้างสรรค์ลดน้อยลง ซึ่งสิ่งสำคัญคือการเตือนตนเอง ไม่ให้พึ่งพิงมันมากไป และตั้งสติ ตั้งคำถามว่า อันไหนเราควรเชื่อถือ แม้จะใช้ แต่ก็ต้องตั้งคำถามเสมอ 


เช่นเดียวกับสุขภาพจิตเอง ที่แม้บางครั้งเราปรึกษา AI ซึ่งก็มีการให้กำลังใจเราได้ในระดับนึง แต่สุดท้ายเราก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่ของจริง  “ขนาดเราคุยกับมนุษย์ บางครั้งเรายังรู้ว่าปลอม ดังนั้นจาก AI บางทีมันใจฟู ให้กำลังใจเรา สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ของจริง แต่ถ้ามันแนะนำให้ไปหาหมอ พบแพทย์ อันนี้ถือเป็นเรื่องดี” คุณหมอย้ำ ทั้งชี้ว่าในโลกที่ทุกอย่างรวดเร็ว การมาหาหมอเร็วก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน ซึ่งทุกวันนี้ หลายคนมาหาหมอก่อนที่จะกลายเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี ที่เมื่อมีปัญหา ก็มาหาหมอเลย โดยไม่ปล่อยให้เรื้อรัง 


เปลี่ยน 1 เรื่องก่อนปี 2035 เพื่ออนาคต และคนในอนาคต 


ในด้านการศึกษา สุขภาพจิต และธุรกิจในยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว หากมีการแก้ปัญหา จัดการ แน่นอนว่าอนาคตของไทย จะต้องดีขึ้นได้ โดยหากต้องเลือก 1 เรื่องในการเปลี่ยนแปลงให้พร้อมสำหรับปี 2035 นั้น ดร.สุชัชวีร์ เลือกเปลี่ยนที่ความมุ่งมั่นของประเทศ


ดร.สุชัชวีร์ชี้ว่า ปี 2035 คืออีก 9 ปี ถือว่าไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย โดยเปรียบการแข่งขันวอลเล่ย์บอล ที่รอบก่อน ประเทศไทยพลาด พ่ายแพ้ และไม่สามารถไปโอลิมปิค แต่ในสมัยถัดมา เราก็ปรับปรุงผลงาน จนได้ชัชชนะ คว้าตั๋วไประดับโอลิมปิคได้ เช่นเดียวกับการศึกษา 

หากรัฐมุ่งมั่นแก้ไข เขาเชื่อว่า ไทยจะเปลี่ยนได้ 


“9 ปีมากเกินสำหรับการจัดการทุกเรื่อง ถ้ามุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ มุ่งมั่นสุดๆ และไม่ประนีประนอมกับการแก้ปัญหาเลย” เขาย้ำ 

สำหรับด้านธุรกิจนนั้น วสุพลเล่าประสบการณ์ในการพูดคุยกับเด็กรุ่นใหม่ตามมหาวิทยาลัย เขาพบว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมาก อยาเป็นเจ้าของแบรนด์ หรือ CEO ซึ่งคนเหล่านี้มองเหมือนกันใน 2 จุดคือ มองว่าจะขายอะไร และแบรนด์จะทำอะไร 


แต่ก่อนจะไปจุดนั้น คนจำนวนมากกลับข้ามขั้นไปว่า เริ่มทำโลโก้แบรนด์ก่อน และโปรโมทตนเองเป็นเจ้าของแบรนด์ นอกจากนั้นหลายๆ คนยังมีวิสัยทัศน์ทำธุรกิจ อยากขยายต่อไปต่างประเทศ หรือมีแผนการต่างๆ แต่หลายครั้ง ขาดการทำงานเป็นขั้นตอน และระบบ ละเลยในด้านกฎหมาย ภาษี งบบัญชี คิดเพียงแต่การทำแบรด์ การขายออนไลน์ หรือไลฟ์สด ซึ่งในฐานะนักธุรกิจ เขาเสนอว่า ไม่ควรคิดแค่การขายอะไร หรือทำแบรนด์อะไร แต่ต้องมองให้กว้างขึ้น ให้ครบทุกแผนก และทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมด้วย 


สุดท้าย นพ.อภิชาติเองชี้ว่า Future People คือเราทุกคน ไม่ใช่แค่คนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ตัดคำว่า gen หรือรุ่นออกไปเลย เพราะเราทุกคนเจอเรื่องเดียวพร้อมๆ กัน เพียงแต่มีต้นทุนต่างกันในแต่ละวัย แต่คนทุกวันต้องตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ ไม่หลงเป็นเหยื่อเทคโนโลยี พร้อมรับมือทุกอย่าง และหากมีปัญหาสุขภาพจิต ก็ควรรีบพบแพทย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง