รีเซต

ทำไมคะแนน PISA ดิ่งเหวทั่วโลกทุกวิชา ไม่ใช่แค่ไทย หลังโควิด-19 ?

ทำไมคะแนน PISA ดิ่งเหวทั่วโลกทุกวิชา ไม่ใช่แค่ไทย หลังโควิด-19 ?
TNN ช่อง16
10 กันยายน 2569 ( 14:27 )

เด็กทั่วโลก ความรู้ถดถอยจริงไหม ? ผลสอบ PISA ล่าสุดเผยคะแนนตกต่ำทุกด้าน ทั่วโลกไม่ใช่แค่เด็กไทย สิงคโปร์อันดับ 1 ได้ 1,679 คะแนน กัมพูชารั้งได้ 1,012 คะแนน ไทยใกล้เคียงอยู่ที่ 1,181 คะแนน


ทุก ๆ 3 ปี ประเทศกลุ่ม OECD กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและร่ำรวย จะเผยผลการทดสอบ PISA ซึ่งเป็นการทดสอบระดับนานาชาติของนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลก และเมื่อวันที่ 8 กันยายน มีการเผยแพร่ข้อสอบปีล่าสุด วิชาคณิตศาสตร์ การอ่านและวิทยาศาสตร์ ดิ่งลงอย่างหนัก เมื่อเทียบกับการสอบครั้งก่อน ซึ่งมีหลังการระบาดของโควิด-19 เล็กน้อย ผู้กำหนดนโยบายต่างคาดหวังว่า คะแนนสอบจะเพิ่มขึ้น และผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะผลคะแนนดำดิ่งลงอย่างหนัก

ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่ามีปัจจัยเรื้อรังที่ฉุดรั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียน และหากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ระดับความสามารถของนักเรียนก็อาจตกต่ำลงไปได้อีก


ผลการสอบ PISA ในปีนี้เป็นอย่างไร ?


การสอบ PISA มีจำนวนผู้สมัครเพิ่มขึ้นในทุกปี การทดสอบรอบล่าสุดครอบคลุมทั้ง 38 ประเทศสมาชิก OECD และอีก 53 พื้นที่ ซึ่งหลายแห่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา และผลการทดสอบดังกล่าวยังถูกนำมาใช้จัดอันดับในระดับนานาชาติอีกด้วย


ในปีนี้ ก็เหมือนกับทุกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ระบบการศึกษาของประเทศในเอเชียยังคงครองความเป็นเลิศ เด็กนักเรียนจากจีน ซึ่งกลับมาเข้าร่วมการทดสอบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างขาดลอย (คะแนนดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อนเนื่องจากการสอบจัดขึ้นในมณฑลที่ร่ำรวยเพียง 4 แห่งเท่านั้น) โดยในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พวกเขาทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ถึง 100 คะแนน หากเทียบคร่าว ๆ คะแนนที่เพิ่มขึ้น 20 คะแนนนั้นถือว่าเทียบเท่ากับพัฒนาการทางความรู้ที่นักเรียนทั่วไปได้รับจากการเรียนการสอนตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม สำหรับนักเรียนจากสิงคโปร์ มาเก๊า ไต้หวัน และญี่ปุ่น ต่างก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตามลำดับ


เอสโตเนียยังคงมีระบบการศึกษาที่ดูดีที่สุดในกลุ่มประเทศตะวันตก ส่วนตุรกีก็กำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีข่าวที่น่ายินดีสำหรับอังกฤษ ซึ่งเยาวชนมีผลการเรียนติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในทั้งสามสาขาวิชา เมื่อเทียบกับเมื่อสามปีก่อน อังกฤษสามารถยกระดับผลการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้นได้ ในขณะที่ผลการเรียนด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีในสถานการณ์ที่ผลการเรียนของหลายประเทศกำลังถดถอยลง

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมกว้างขึ้น จะพบว่าแนวโน้มหลักคือความถดถอยในระยะยาว คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD จำนวน 23 ประเทศที่เข้าร่วมการทดสอบ PISA มาโดยตลอดนั้น เคยพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงปี 2012 แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน พบว่าปัจจุบันนักเรียนอายุ 15 ปีทำคะแนนได้ในระดับที่เทียบเท่ากับเด็กอายุ 14 ปี เมื่อ 10 ปีก่อน สำหรับกรณีของสหรัฐอเมริกานั้น ข้อมูลยังมีความไม่ชัดเจนเนื่องจากอัตราการเข้าทดสอบที่ต่ำ แต่ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่า ในการทดสอบรอบล่าสุด คะแนนด้านทักษะการอ่านเขียนของสหรัฐฯ ได้ลดต่ำลงอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศร่ำรวย ส่วนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น แนวโน้มดูจะเลวร้ายน้อยกว่าเล็กน้อย แม้ว่าระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าตั้งแต่ต้นก็ตาม แต่ถึงกระนั้น ในหลายประเทศเหล่านี้ คะแนนวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านก็กำลังปรับตัวลดลงเช่นกัน


ส่วนเด็กกลุ่มที่มีผลการเรียนต่ำอยู่แล้วก็ต่ำลงไปอีก ในหลายประเทศ ช่องว่างระหว่างนักเรียนที่เก่งและไม่เก่งนั้นกว้างที่สุดเท่าที่ PISA เคยบันทึกมา ในทุกสาขาวิชาที่มีการทดสอบ เยาวชนอายุ 15 ปีในกลุ่มประเทศ OECD ราว 20% จัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลการเรียนต่ำในทั้งสามด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 16% ในการทดสอบเมื่อสี่ปีก่อน ทั้งนี้ OECD ชี้ว่าเยาวชนกลุ่มนี้จะประสบปัญหาในการทำความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนเกินกว่าระดับพื้นฐานที่สุด หรือแม้แต่การทำความเข้าใจรายละเอียดในใบแจ้งหนี้ค่าน้ำไฟ


ทำไมเด็กในปัจจุบันความรู้ถดถอย ?


แน่นอนว่า เป็นผลกระทบที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากการระบาดของโควิด-19 เยาวชนที่เข้าร่วมการสอบ PISA ในปีนี้มีอายุราว 10 ปีในช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาด จึงมีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาได้รับผลกระทบจากการหยุดเรียนและการเรียนออนไลน์ที่ยังไม่พร้อม


โควิด-19 ส่งผลระยะยาวมากกว่าที่คิด เพราะปัจจุบันอัตราการขาดเรียนยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดอย่างมาก ในกลุ่มประเทศร่ำรวย นักเรียนระดับประถมศึกษาประมาณ 15% ขาดเรียนอย่างน้อยหนึ่งวันในทุก ๆ สองสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2019 และอัตราการขาดเรียนในระดับมัธยมศึกษาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามสาเหตุของการขาดเรียนยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน

แน่นอนว่า เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทักษะการอ่าน Andreas Schleicher หัวหน้าฝ่ายการศึกษาของ OECD มองว่า การที่โทรศัพท์มือถือมีอยู่ทั่วไปและผู้คนสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เยาวชนมีโอกาสฝึกฝนการทำความเข้าใจเนื้อหาที่มีความซับซ้อนน้อยลง เขาชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้เข้าสอบที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "นักอ่านที่รีบร้อน" (hasty readers) หรือกลุ่มนักเรียนที่รีบอ่านจนตอบผิดเป็นจำนวนมาก 


หน้าจอสมาร์ทโฟน กำลังดึงความสนใจของเด็ก ๆ ออกไปจากการอ่านหนังสืออย่างเห็นได้ชัด โดยสัดส่วนของเด็กวัย 9 ขวบในสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่าตนอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินนั้น ได้ลดลงจากเกือบ 60% ในช่วงทศวรรษ 1990 เหลือเพียง 37% 


ทั้งนี้ ระดับความสามารถในการอ่านที่ถดถอยลงอาจส่งผลฉุดรั้งคะแนนในวิชาอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากทักษะการอ่านที่ดีถือเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในวิชาต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์


ในอนาคตก็ต้องจับตากันว่า บรรดาโรงเรียนและกระทรวงการศึกษาในแต่ละประเทศจะมีนโยบายพัฒนาทักษะความรู้ของนักเรียนอย่างไร เพราะหลายปัญหาก็เกิดจากการขาดนโยบาย ขาดมาตรการควบคุม และการชะล่าใจมากเกินไป ว่าผลการศึกษาลดลงแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง