รีเซต

CLSA ปรับเพิ่มเป้า SET ปี 69 แตะ 1,550 จุด ชี้การเมืองชัดเจน-สงครามกระทบเงินเฟ้อจำกัด

CLSA ปรับเพิ่มเป้า SET ปี 69 แตะ 1,550 จุด ชี้การเมืองชัดเจน-สงครามกระทบเงินเฟ้อจำกัด
ทันหุ้น
6 มีนาคม 2569 ( 15:55 )
15

#ทันหุ้น #2026 #SET #CLSA ปรับเพิ่มเป้า SET ปี 69 แตะ 1,550 จุด ชี้การเมืองชัดเจน-สงครามกระทบเงินเฟ้อจำกัด ชูหุ้นเด่น CPALL, CPN, CRC, MRDIYT, TRUE, PTT, PTTEP, TOP

บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ จำกัด (CLSA) เปิดเผยบทวิเคราะห์กลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทย ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET Index ภายในสิ้นปี 2569 ขึ้นเป็น 1,550 จุด จากเดิม 1,340 จุด รับอานิสงส์จากเสถียรภาพทางการเมืองและแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น

โดยประเมินมูลค่าดัชนีอิงค่า P/E ที่ 18 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ 15.8 เท่าในช่วงปี 2560–2562 และ 2565–2568 เพื่อสะท้อนการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 8.8 ในช่วงปี 2569–2570 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรอง ส.ส. ได้มากกว่าร้อยละ 95 ทำให้สภาสามารถเปิดประชุมได้ในเดือนมีนาคมตามกำหนดการเดิม โดยคาดว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงกลางเดือนมีนาคม และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในต้นเดือนเมษายน ซึ่งหลังจากนั้นตลาดจะหันมาโฟกัสที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 เนื่องจากยอดการเบิกจ่ายสะสมจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ยังอยู่ในระดับเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น

สำหรับประเด็นสงครามและผลกระทบต่อราคาพลังงาน CLSA ประเมินว่า แม้ไทยจะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบถึงร้อยละ 87 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งไทยมีการนำเข้า 10.4 ล้านตันในปี 2568 (แบ่งเป็นสัญญาระยะยาว 5.2 ล้านตันที่ราคา 11–12 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBtu ส่วนที่เหลือซื้อในตลาดจร หรือ Spot) ก็เผชิญกับราคา Spot LNG ที่พุ่งขึ้นจาก 11 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 15–16 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBtu ซึ่งประเมินว่าการปรับขึ้นของราคาพลังงานจะส่งผลให้ต้นทุนผู้บริโภคเพิ่มขึ้นประมาณ 13.5 พันล้านบาท (420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.06 ของ GDP ภายใต้สมมติฐานฐาน (Base Case) ที่สงครามยืดเยื้อ 8 สัปดาห์ ซึ่งนานกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้ที่ 4 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เข้ามาแทรกแซงด้วยการสั่งตรึงราคาน้ำมันขายปลีกเป็นเวลา 15 วัน ผ่านการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกำหนดตรึงค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย (kWh) โดยมองว่ารัฐบาลจะไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันเว้นแต่ราคาตลาดโลกจะทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และคาดว่าจะไม่มีการปรับค่าไฟฟ้าก่อนเดือนพฤษภาคม 2569

ด้านผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด แม้ความกังวลเรื่องราคาพลังงานจะมีเหตุผล แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากน้ำมันและค่าไฟฟ้ามีสัดส่วนในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อเพียงร้อยละ 7 และร้อยละ 5 ตามลำดับ แม้ราคาทั้งสองรายการจะปรับขึ้นถึงร้อยละ 20 ก็จะส่งผลให้เงินเฟ้อรวมเพิ่มขึ้นเพียงประมาณร้อยละ 0.20 ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับตัวเลขในเดือนมกราคม 2569 ที่เงินเฟ้อทั่วไปติดลบร้อยละ 0.7 จากปีก่อน และเงินเฟ้อพื้นฐานบวกร้อยละ 0.6 จากปีก่อน นอกจากนี้ ในสถานการณ์ฐาน ผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีค่อนข้างน้อย (คิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของ GDP) เนื่องจากสงครามอาจยืดเยื้อเพียงไม่กี่สัปดาห์ จึงยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบครอบคลุมตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมจะเกิดขึ้นกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มสินค้าผู้บริโภคมากกว่า โดยคาดว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ร้อยละ 10 จะกระทบกำไรกลุ่มดังกล่าวราวร้อยละ 1–2 ต่อปี และหากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า 1 บาทต่อหน่วย กำไรอาจปรับตัวลดลงร้อยละ 2–4 กระนั้น ธีมการลงทุนหลักยังคงมุ่งเน้นไปที่หุ้นกลุ่มผู้บริโภคที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ได้แก่ CPALL, CPN, CRC, MRDIY และ TRUE พร้อมกันนี้ได้เพิ่มหุ้นกลุ่มพลังงานเข้าสู่กลุ่มหุ้นเด่นอีก 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ PTT, PTTEP และ TOP เนื่องจากคาดการณ์ว่ากลุ่มพลังงานจะสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่งในปีนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง