กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย รับนโยบายคลังเชิงรุก

#ทันหุ้น - นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า แม้บรรยากาศลงทุนยังผันผวนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีสหรัฐฯ แต่เรามองว่าตลาดจะหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะแรงหนุนจากนโยบายการคลังเชิงรุก ไล่เรียงตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา สภาฯ รับหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 (วาระ 1) วงเงิน 3.79 ล้านล้านบาท โดยงบลงทุนและงบกลางที่ทรงตัวสูง 1.41 ล้านล้านบาท ตามด้วย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อ 9 ก.ค. ว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ช่วยผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส, การลงทุนขับเคลื่อนนโยบาย Green Transition รวมถึงการดึงดูด FDI ผ่าน Thailand Fastpass คาดจะช่วยจำกัด Downside Risk และฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน ตลอดจนสร้าง Multiplier Effect ต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ เราประเมินกำไรปกติเบื้องต้นของ SET ปี 2570 จะแตะระดับ 1.06 ล้านล้านบาท เติบโต 3% (ชะลอลงจากปี 2569 ที่เติบโตสูง 21%) โดยมีกลุ่มธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน พร้อมกันนี้กลุ่มสายการบิน วัสดุก่อสร้าง และขนส่งทางบก จะเป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นจากปัจจัยบวกเฉพาะตัวและต้นทุนดำเนินงานที่ลดลง อย่างไรก็ดี ภาพรวมกำไรตลาดคาดยังคงถูกกดดันจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ตามสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับลดลงสู่ US$70/bbl ในปี 2570 และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีซึ่งต่ำกว่าจุดคุ้มทุนที่ US$450 ต่อตัน แม้มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่มองตลาดซึมซับปัจจัยนี้ไปแล้ว และนักลงทุนจะหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศเป็นหลัก ซึ่งภายใต้สภาพแวดล้อมเชิงบวกและล่าสุดคลังสามารถเดินหน้า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้เราประเมิน GDP ปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 2.0% (เดิม 1.6%) หนุนกำไรตลาดต่อหุ้น (SET EPS) แตะ 100 บาท (เดิม 97 บาท) นำไปสู่เป้าดัชนีที่ 1,600 จุด และปี 2570 คาด GDP จะโตต่อ 2.0% ดัน SET EPS สู่ 103 บาท พร้อมเป้าดัชนี 1,648 จุด
กลยุทธ์ลงทุนหลัก จึงมุ่งเน้นไปที่การดักจังหวะลงทุน (Sector Rotation) ใน 3 ธีมการลงทุน ดังนี้
- Domestic Play เน้นหุ้น market cap. ใหญ่ ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และมีความสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งราคาหุ้น ยัง Laggard ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPN GLOBAL) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) กลุ่มการเงิน (MTC) กลุ่มขนส่งทางบก (BEM)
- New Normal Play ซึ่งได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การย้ายฐานการผลิต และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GPSC BGRIM) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA)
- High Dividend Play ซึ่งเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในช่วงตลาดผันผวน ช่วยปกป้อง Downside Risk และสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ แบ่งเป็น 1) ระยะสั้นเน้นดักเงินปันผลระหว่างกาลงวด 1H69 ที่คาดจะให้ Div. Interim Yield > 2% (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC OR PTT PTTEP SCCC SIRI TQM TU และ 2) ระยะยาวเน้นสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน โดยพื้นฐานดี มีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่องเกิน 10 ปี, คาดให้ Div. Yield > 5% ต่อปี และ Valuation ไม่แพง ได้แก่ AP BBL FTREIT LHSC PTT
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
