รีเซต

กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย รับนโยบายคลังเชิงรุก

กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย รับนโยบายคลังเชิงรุก
ทันหุ้น
15 กรกฎาคม 2569 ( 09:30 )

#ทันหุ้น - นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า แม้บรรยากาศลงทุนยังผันผวนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีสหรัฐฯ แต่เรามองว่าตลาดจะหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะแรงหนุนจากนโยบายการคลังเชิงรุก ไล่เรียงตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา สภาฯ รับหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 (วาระ 1) วงเงิน 3.79 ล้านล้านบาท โดยงบลงทุนและงบกลางที่ทรงตัวสูง 1.41 ล้านล้านบาท ตามด้วย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อ 9 ก.ค. ว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ช่วยผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส, การลงทุนขับเคลื่อนนโยบาย Green Transition รวมถึงการดึงดูด FDI ผ่าน Thailand Fastpass คาดจะช่วยจำกัด Downside Risk และฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน ตลอดจนสร้าง Multiplier Effect ต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้ เราประเมินกำไรปกติเบื้องต้นของ SET ปี 2570 จะแตะระดับ 1.06 ล้านล้านบาท เติบโต 3% (ชะลอลงจากปี 2569 ที่เติบโตสูง 21%) โดยมีกลุ่มธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน พร้อมกันนี้กลุ่มสายการบิน วัสดุก่อสร้าง และขนส่งทางบก จะเป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นจากปัจจัยบวกเฉพาะตัวและต้นทุนดำเนินงานที่ลดลง อย่างไรก็ดี ภาพรวมกำไรตลาดคาดยังคงถูกกดดันจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ตามสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับลดลงสู่ US$70/bbl ในปี 2570 และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีซึ่งต่ำกว่าจุดคุ้มทุนที่ US$450 ต่อตัน แม้มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่มองตลาดซึมซับปัจจัยนี้ไปแล้ว และนักลงทุนจะหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศเป็นหลัก ซึ่งภายใต้สภาพแวดล้อมเชิงบวกและล่าสุดคลังสามารถเดินหน้า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้เราประเมิน GDP ปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 2.0% (เดิม 1.6%) หนุนกำไรตลาดต่อหุ้น (SET EPS) แตะ 100 บาท (เดิม 97 บาท) นำไปสู่เป้าดัชนีที่ 1,600 จุด และปี 2570 คาด GDP จะโตต่อ 2.0% ดัน SET EPS สู่ 103 บาท พร้อมเป้าดัชนี 1,648 จุด

กลยุทธ์ลงทุนหลัก จึงมุ่งเน้นไปที่การดักจังหวะลงทุน (Sector Rotation) ใน 3 ธีมการลงทุน ดังนี้

  1. Domestic Play เน้นหุ้น market cap. ใหญ่ ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และมีความสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งราคาหุ้น ยัง Laggard ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPN GLOBAL) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) กลุ่มการเงิน (MTC) กลุ่มขนส่งทางบก (BEM)
  2. New Normal Play ซึ่งได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การย้ายฐานการผลิต และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GPSC BGRIM) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA)
  3. High Dividend Play ซึ่งเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในช่วงตลาดผันผวน ช่วยปกป้อง Downside Risk และสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ แบ่งเป็น 1) ระยะสั้นเน้นดักเงินปันผลระหว่างกาลงวด 1H69 ที่คาดจะให้ Div. Interim Yield > 2% (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC OR PTT PTTEP SCCC SIRI TQM TU และ 2) ระยะยาวเน้นสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน โดยพื้นฐานดี มีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่องเกิน 10 ปี, คาดให้ Div. Yield > 5% ต่อปี และ Valuation ไม่แพง ได้แก่ AP BBL FTREIT LHSC PTT

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง