รีเซต

TOP บวกนำตลาด 55.00 บาท +3.75 บาท (+7.31%) โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 73 บาท

TOP บวกนำตลาด 55.00 บาท +3.75 บาท (+7.31%) โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 73 บาท
ทันหุ้น
15 กรกฎาคม 2569 ( 10:41 )
9

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #TOP บวกนำตลาด 55.00 บาท +3.75 บาท (+7.31%) โบรกแนะนำ "ซื้อ" เป้า 73 บาท  

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) คาดผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะมีกำไรปกติ (Core Net Profit) ประมาณ 10,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 11,800 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 โดยได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่น (GRM) ที่ยังแข็งแกร่งในระดับ 14-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงไตรมาสมีแนวโน้มทำให้บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ผลประกอบการสุทธิตามบัญชีพลิกเป็นขาดทุน แม้ว่าผลการดำเนินงานหลักยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งก็ตาม

ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก ระบุว่า ค่าการกลั่นยังได้รับแรงสนับสนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งคิดเป็น 37% ของผลผลิต น้ำมันอากาศยาน 18% และน้ำมันเบนซิน 17% แม้อัตราการใช้กำลังการกลั่นจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 105% จาก 110% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากค่า Premium ของน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นเป็น 15-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และผลประกอบการธุรกิจอะโรเมติกส์ที่อ่อนตัวลง

ธุรกิจอะโรเมติกส์ได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคาพาราไซลีน (PX) และเบนซีน (BZ) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่บางส่วนได้รับการชดเชยจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น สารลดแรงตึงผิวเชิงเส้น (LAB) และยางมะตอยที่ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและอุปทานที่ตึงตัว

ในระยะยาว โกลเบล็กยังมองว่าโครงการ Clean Fuel Project (CFP) จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลประกอบการสำคัญ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในปี 2571 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการกลั่นที่มีประสิทธิภาพเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมยกระดับการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillates ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แม้ต้นทุนต่อบาร์เรลจะเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ย แต่คาดว่าจะได้รับการชดเชยจากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงกว่า

สำหรับไตรมาส 3/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการจะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยกำไรมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากค่าการกลั่นที่อาจลดลงสู่ระดับ 5-8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบของต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการตั้งด้อยค่าการลงทุนใน CAP ซึ่ง TOP ถือหุ้น 15% ภายหลังการขายหุ้นบางส่วนของ SCC แม้ว่าปัจจุบันฝ่ายบริหารและผู้สอบบัญชียังไม่เห็นความจำเป็นต้องบันทึกด้อยค่าในทันที แต่ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

โกลเบล็กยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น TOP โดยให้ราคาเหมาะสม 12 เดือนที่ 73 บาทต่อหุ้น อิงมูลค่า EV/EBITDA ปี 2569 ที่ 5 เท่า พร้อมมองว่าปัจจัยกดดันระยะสั้นจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันและต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลงมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจากโครงการ CFP และค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง