เร่งกู้ "เรือสินค้าอับปาง" กลางทะเลภูเก็ต

หลังเกิดเหตุ พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผอ.ศรชล.ภาค 3 ประชุมบูรณาการกำลังทุกหน่วยงาน ดำเนินการแก้ไขปัญหาใน เบื้องต้น ซึ่งประกอบด้วยการปฏิบัติการตามมาตรการป้องกันไม่ให้น้ำมันที่รั่วไหลจากเรือสู่ทะเลและย้อนกลับเข้าสู่ชายฝั่ง นำเรือยางเข้าผูกยึดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อป้องกันการกระจัดกระจายไปยังพื้นที่อื่น เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และจากการใช้อากาศยานบินสำรวจ พบการรั่วไหลของน้ำมันในทะเลเป็นแนวยาวประมาณ 4.5 ไมล์ กว้างประมาณ 1 ไมล์ โดยทิศทางการไหลมุ่งไปทางทิศตะวันตก และยังไม่พบว่าคราบน้ำมันเข้าสู่ชายฝั่งจังหวัดภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นพบว่าจุดที่เรือจมมีความลึกประมาณ 40 เมตร ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการเดินเรือ แต่ทางเจ้าหน้าที่จะต้องทำสัญลักษณ์เพื่อแจ้งเตือน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขึ้น ส่วนเจ้าของเรือจะต้องมีการกู้เรือขึ้นมา ซึ่งเท่าที่ทราบในเรือมีน้ำมันเตาประมาณ 98 ตัน และ มารีน ดีเซล ออยล์ ประมาณ 32 ตัน จุดนี้จะต้องมีการตรวจสอบและป้องกันไม่ให้น้ำมันรั่ว เพราะจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้
ด้าน นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ มอบหมายให้ทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ติดตามผลกระทบ พบว่า ในจำนวนตู้สินค้าทั้งหมด มีตู้บรรจุวัตถุอันตราย 14 ตู้ ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มของเหลวไวไฟ (Class 3) เช่น เอทิลอะซิเตต หากรั่วไหลจะลอยที่ผิวน้ำ เสี่ยงต่อการลุกไหม้และคราบสกปรกชายหาด / กลุ่มสารกัดกร่อน (Class 8) กรดอะซิติก (Acetic Acid) หากรั่วไหลอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำและปะการัง / กลุ่มสารออกซิไดซ์ (Class 5.1) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งหากผสมกับสารไวไฟอาจทำให้เกิดการระเบิดหรือไฟไหม้ได้
แต่ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสินค้าอันตรายส่วนใหญ่จัดอยู่ใน Packaging Group II และ III (อันตรายปานกลางถึงน้อย) ซึ่งมีการบรรจุที่แน่นหนาตามมาตรฐานสากล ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายวงกว้าง นอกจากนี้กรมเจ้าท่า ได้ออกประกาศให้ระมัดระวังการเดินเรือในบริเวณใกล้เคียงเกาะแก้วน้อย และขอให้ประชาชนในพื้นที่ราไวย์ติดตามการแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด หากพบเห็นคราบน้ำมันหรือสิ่งผิดปกติชายหาด สามารถแจ้งสายด่วนกรมควบคุมมลพิษได้ทันที
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ผ่านเพจส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat แสดงความเป็นกังวล ระบุว่า จุดเกิดเหตุอยู่ทางใต้เกาะ ซึ่งแถวนั้นมีแนวปะการังและแหล่งท่องเที่ยว เช่น เกาะเฮ และยังมีหญ้าทะเลแถวราไวย์ หากตู้สินค้าร่วง ยังอาจลอยไปรอบ ๆ ต้องระวังในการเดินเรือ รวมถึงตู้ลอยเข้าที่ตื้นชนปะการัง
นอกจากนี้ ยังมีการนำโมเดลกระแสน้ำบริเวณจุดเรือจมภูเก็ต ซึ่งเป็นงานของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แสดงการหมุนเวียนของน้ำ จุดเรือจมอยู่ทางใต้เกาะภูเก็ต ซึ่งบริเวณนี้ได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลงอย่างมาก น้ำจะไหลไปมาในทิศทางตะวันออก-ตะวันตก และช่วงนี้ผ่านปรากฏการณ์ระดับน้ำทะเลขึ้นลงที่สัมพันธ์กับข้างขึ้นข้างแรม และน้ำจะไหลแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อเนื่องไปอีกหลายวัน อีกทั้งอิทธิพลของลมมรสุมที่ส่งผลต่อกระแสน้ำในเดือนนี้ จะเห็นว่าไหลออกจากฝั่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่กระแสน้ำในพื้นที่จะขึ้นกับน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่า ซึ่งได้แต่หวังว่าลมจะช่วยผลักคราบน้ำมัน ฯลฯ ให้ออกไปจากฝั่ง
ดร.ธรณ์ ยังโพสต์ทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุในทะเล กระแสน้ำคือทุกสิ่ง น้ำไหลไปทางไหน / ช่วงไหน น้ำแรงหรือน้ำเบา ต่อไปจะเป็นยังไง ฯลฯ ปัจจัยนี้ล้วนมีความสำคัญในการจัดการกับคราบน้ำมัน / คอนเทนเนอร์ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนทุกทีมที่กำลังพยายามช่วยทะเลครับ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
