นักศึกษาสหรัฐฯ แห่ทิ้งสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์หันไปเรียนสาขา AI แทน ยอดสมัครเรียนร่วงครั้งแรกในรอบทศวรรษ

ในสหรัฐอเมริกากำลังเกิดปรากฏการณ์น่าจับตามองในแวดวงการศึกษาระดับอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา เมื่อตัวเลขการลงทะเบียนเรียนในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science - CS) ซึ่งเคยเป็นสาขายอดฮิต กลับมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักศึกษาจำนวนมากกำลังเปลี่ยนทิศทางไปมุ่งเน้นการเรียนสาขาปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทน เพื่อความอยู่รอดในตลาดแรงงานอนาคต
ตัวเลขลดลงสวนทางภาพรวม
รายงานจากเว็บไซต์ TechCrunch ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ยอดลงทะเบียนเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในกลุ่มมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย (University of California - UC) ซึ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเทคโนโลยี ลดลงถึง 6% หลังจากที่เคยลดลงมาแล้ว 3% ในปี 2024, สถิตินี้ถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคฟองสบู่ดอทคอมแตก โดยจำนวนนักศึกษาลดลงเหลือ 12,652 คน จากจุดสูงสุดในปี 2023 ที่มีกว่า 13,882 คน
สิ่งที่น่าสนใจคือ การลดลงนี้เกิดขึ้นสวนทางกับภาพรวมการลงทะเบียนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น 2% สะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาไม่ได้เมินการเรียนต่อ แต่กำลังเลือกที่จะไม่เรียนสาขาเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม
การอพยพสู่สาขา AI
นักวิเคราะห์มองว่านี่ไม่ใช่การหนีออกจากวงการเทคโนโลยี แต่เป็นการย้ายถิ่นฐาน (Migration) ไปสู่สาขาที่เฉพาะทางกว่าอย่างเช่น AI โดยสตีเวน สวอนสัน (Steven Swanson) หัวหน้าภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ของ UCSD เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักศึกษากว่า 20% เลือกเรียนวิชาเอกด้าน AI
สำหรับสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนปรากฏการณ์นี้มาจากความกังวลเกี่ยวกับอนาคต เช่น
1. ความกลัวเรื่อง AI แย่งงาน โดยพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มมองว่าสาขาคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ จึงเริ่มผลักดันลูกหลานให้ไปเรียนสาขาอื่นที่ดูมั่นคงกว่า เช่น วิศวกรรมเครื่องกล หรือไฟฟ้า หรือสาขา AI โดยตรง
2. ตลาดแรงงานซบเซา ซึ่งมาจากข่าวการปลดพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีและการที่บัณฑิตจบใหม่หางานยากขึ้น ทำให้ความนิยมในสาขาคอมพิวเตอร์ลดลง
3. มหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ กำลังเร่งเปิดหลักสูตร AI เพื่อแข่งขันและรองรับความต้องการ เช่น MIT ที่สาขา AI and decision-making กลายเป็นสาขายอดนิยมอันดับสองของมหาวิทยาลัย หรือ University of South Florida ที่มีนักศึกษาสมัครเรียนวิทยาลัย AI และความปลอดภัยไซเบอร์แห่งใหม่กว่า 3,000 คน
แรงกดดันจากจีนและปัญหาภายใน
รายงานยังชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับจีน ซึ่งสถาบันการศึกษาได้ปรับตัวไปก่อนหน้าแล้ว โดยจีนถือว่าความรู้เรื่อง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น นักศึกษาและบุคลากรในจีนกว่า 60% ใช้เครื่องมือ AI ในชีวิตประจำวัน และมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua) ได้ตั้งมหาวิทยาลัย AI ขึ้นมาโดยเฉพาะ
ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ การเปลี่ยนผ่านไม่ได้ราบรื่นเสมอไป สถาบันบางแห่งอย่าง UNC Chapel Hill เผชิญแรงต้านจากคณาจารย์บางส่วนที่ยังไม่ยอมรับการเข้ามาของ AI ในขณะที่ผู้บริหารพยายามผลักดันการรวมคณะเพื่อตั้งหน่วยงานด้าน AI โดยเฉพาะ
สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาต้องเร่งปรับตัว เพราะคำถามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการแบน ChatGPT ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่คือการที่มหาวิทยาลัยจะปรับตัวทันความต้องการของนักศึกษาที่กำลังไหลไปสู่สถาบันที่มีคำตอบเรื่อง AI ให้พวกเขาได้หรือไม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
