PTTEP โบรก แนะนำ “ซื้อ” เป้า 190 บาท คาดกำไร 2Q69 โตเด่นจากยอดขายและราคาขายเฉลี่ย

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #PTTEP โบรก แนะนำ “ซื้อ” เป้า 190 บาท คาดกำไร 2Q69 โตเด่นจากยอดขายและราคาขายเฉลี่ย
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ยังคงได้รับมุมมองเชิงบวกจากบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ซึ่งคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 12 เดือนที่ 190 บาท โดยมองว่าบริษัทอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมสำหรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากแนวโน้มราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันที่ลดลง
ฝ่ายวิจัยคาดว่า PTTEP จะมีกำไรสุทธิหลัก (Core Net Profit) ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายเฉลี่ยที่คาดเพิ่มเป็น 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จาก 553,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในไตรมาส 1/2569 ตามการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตน้ำมันจากโครงการในโอมานและแอลจีเรีย
ขณะเดียวกัน ราคาขายเฉลี่ย (ASP) คาดว่าจะปรับเพิ่มเป็น 46.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จาก 43.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในไตรมาสก่อน ตามราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเป็น 79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นเป็น 5.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู จาก 5.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู โดยก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 74% ของปริมาณขายทั้งหมด
แม้ว่าต้นทุนต่อหน่วยจะเพิ่มขึ้นเป็น 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากค่าใช้จ่ายด้านการสำรวจที่สูงขึ้น แต่การปรับตัวขึ้นของปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยจะช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการคือการลดลงของผลขาดทุนจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging Loss) หลังจากบริษัทได้ปิดสถานะป้องกันความเสี่ยงบางส่วนและปรับมาใช้กลยุทธ์ Collar ที่ระดับ 67-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 88-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันลดลง โดยปัจจุบันมีปริมาณการขายที่อยู่ภายใต้การป้องกันความเสี่ยงเพียง 13% ของยอดขายทั้งหมด
ฝ่ายวิจัยมองว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีความเหมาะสมภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบในกรอบ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และช่วยให้ผลประกอบการของ PTTEP มีความผันผวนน้อยกว่ากลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ยังเผชิญความเสี่ยงจากค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์
สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติ PTTEP ยังคงได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานในแหล่งเอราวัณ (G1/61) และบงกช (G2/61) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ และมีสัดส่วนราว 35% ของปริมาณขายรวมของบริษัท แม้รูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) จะเคยกดดันความสามารถในการทำกำไรในช่วงแรก แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าปัจจุบันโครงการดังกล่าวเริ่มสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากราคาก๊าซที่สูงขึ้นและการผลิตที่มีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาก๊าซรอบเดือนเมษายน 2569 ยังสะท้อนราคาก๊าซเฉลี่ยในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ซึ่งอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก ทำให้ผลบวกต่อกำไรยังจำกัด ขณะที่การปรับราคาก๊าซรอบเดือนตุลาคม 2569 คาดว่าจะสร้างผลบวกอย่างมีนัยสำคัญมากกว่า เนื่องจากสะท้อนระดับราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 3/2569 อาจชะลอตัวชั่วคราวจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผน ซึ่งจะกระทบต่อปริมาณการขายในระยะสั้น แต่คาดว่ากำไรจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในไตรมาส 4/2569 จากการกลับมาผลิตเต็มกำลังและการได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซใหม่ที่สูงขึ้น
สำหรับประมาณการผลประกอบการ โกลเบล็กคาดว่ารายได้ของ PTTEP จะเพิ่มขึ้นจาก 281,449 ล้านบาทในปี 2568 เป็น 368,644 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นจาก 60,257 ล้านบาท เป็น 77,692 ล้านบาท หรือเติบโต 28.9% YoY ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มเป็น 19.57 บาท จาก 15.18 บาทในปีก่อน
นอกจากนี้ PTTEP ยังมีจุดเด่นด้านฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยคาดอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 14.42% ในปี 2569 และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 6.8% ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ระดับ P/E เพียง 7.4 เท่า และ P/BV 1.02 เท่า ซึ่งยังถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการทำกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
ฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 190 บาท โดยมองว่าปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และแนวโน้มกำไรที่ฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อมูลค่าหุ้นในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
