สงครามรัสเซีย-ยูเครน สู่ปีที่ 5 ยังไร้ผู้ชนะ กับยุโรปที่เริ่มอ่อนล้า?

จาก “สงครามเต็มรูปแบบ” สู่ “สงครามลูกผสม”
ผศ.ดร.จิราพร ร่วมพงษ์พัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชี้ว่า การหันไปพึ่งปฏิบัติการแบบไฮบริด ไม่ได้หมายถึงสงครามเบาลง แต่สะท้อนการปรับตัวของทั้งสองฝ่ายในสนามรบจริง
สงครามปีแรกๆ ใช้ภาพจำแบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีทั้งกำลังรบภาคพื้น รถถัง การยึดพื้นที่ แต่เมื่อเข้าสู่ระยะยืดเยื้อ ทุกฝ่ายต้อง “อัปเกรด” วิธีทำสงครามให้คุ้มต้นทุนกว่าเดิม การโจมตีไซเบอร์ การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หรือการใช้โดรนจำนวนมาก จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์มากขึ้น เพราะทำให้เกิดความเสียหายเชิงระบบ โดยไม่จำเป็นต้องรุกคืบแบบเสี่ยงสูญเสียสูงในสนามเพลาะตลอดเวลา
ประเด็นสำคัญคือ สงครามลูกผสมทำให้เส้นแบ่ง “สงคราม” กับ “ไม่ใช่สงคราม” เบลอไป และนั่นคือความท้าทายใหม่ของยุโรป เพราะหลายเหตุการณ์อาจกระทบความมั่นคง แต่ไม่เข้าเกณฑ์ “โจมตีโดยตรง” แบบที่ทำให้ต้องตอบโต้ชัดเจนในทันที
‘นาโต’ กับ Article 5 ทำไมการมี NATO ยังจำเป็น?
คำถามใหญ่ที่ถูกโยนขึ้นมาในปีที่ 5 คือ หากการโจมตีแบบไฮบริดล้ำเส้นไปกระทบประเทศสมาชิกนาโต ไม่ว่าจะเป็นอุบัติการณ์ใกล้พรมแดน หรือกระทบโครงสร้างพื้นฐานยุโรป นาโตจะเดินไปถึงการใช้ Article 5 หรือไม่
ผศ.ดร.จิราพร ประเมินว่า บทบาทของนาโตในความเป็นจริงวันนี้ถูกมองว่าเป็น “เกราะยับยั้ง” มากกว่ากลไกที่จะนำไปสู่การปะทะโดยอัตโนมัติ นาโตแข็งแรงขึ้นในภาพรวม เพราะสมาชิกไม่เคยลดลงและยังขยายตัว โดยเฉพาะประเทศที่เคยวางตัวเป็นกลางก็หันเข้าร่วมมากขึ้น สะท้อนความกังวลด้านความมั่นคงต่อรัสเซีย
แต่ในอีกด้าน ผศ.ดร.จิราพรอธิบายว่า Article 5 ถูกหยิบยกเป็น “เครื่องมือยืนยันและข่มเชิงหลักการ” มากกว่าการรับประกันว่าหากมีเหตุล้ำเส้นแล้วจะเกิดการตอบโต้ทันที เหตุผลคือรูปแบบสงครามยุคใหม่ไม่ได้ให้ “หลักฐานเชิงปฏิบัติการ” ที่ชัดเท่าสงครามแบบยกทัพข้ามแดน
ภาพที่ตามมาจึงเกิดสองมุมมองในยุโรปพร้อมกัน มุมหนึ่งเชื่อว่า NATO ยัง “ยับยั้งได้จริง” เพราะรัสเซียยังไม่ขยายสงครามไปโจมตีประเทศสมาชิกโดยตรง
แต่อีกมุมเริ่มตั้งคำถามว่า NATO อาจเป็น “เสือกระดาษ” ในเชิงปฏิบัติ แข็งแรงในถ้อยคำ แต่ข้อจำกัดสูงเมื่อเจอสงครามลูกผสม
ทั้งนี้ ผศ.ดร.จิราพร สรุปว่า “นาโตยังจำเป็น” ในฐานะกันชนเชิงยุทธศาสตร์ แต่การคาดหวังให้นาโตทำงานแบบสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติความขัดแย้งยุคนี้
“สงครามรัสเซีย-ยูเครน” หรือ “รัสเซีย-นาโต”
ทำไมภาพนี้ถูกพูดมากขึ้น?
ผศ.ดร.จิราพรย้ำว่า ใน “ชั้นบน” ของการรับรู้ทางการเมือง หลายฝ่ายมองสงครามนี้เป็นการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในทางรูปธรรมจะเป็นสงครามในยูเครนก็ตาม เพราะการสนับสนุนอาวุธ ข่าวกรอง การฝึก และการช่วยเหลือของชาติตะวันตกทำให้รัสเซียวางกรอบสงครามว่าเป็นการสู้กับ “บล็อกตะวันตก” ไม่ใช่แค่ยูเครน
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.จิราพรยังประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่สงครามจะ “ยกระดับ” เป็นสงครามรัสเซีย-นาโต แบบเปิดหน้ายังต่ำ เพราะทุกฝ่ายมีแรงยับยั้งซ้อนกันหลายชั้น ทั้งความเสี่ยงขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ และต้นทุนทางการเมือง-เศรษฐกิจของยุโรปเอง
วาทกรรม “สงครามโลกครั้งที่ 3” ของเซเลนสกี
ปลุกความทรงจำยุโรป เพื่อผูกอารมณ์ร่วม
เมื่อถามถึงคำกล่าวของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่โยงว่า “ปูตินเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว” ในมุม ผศ.ดร.จิราพรมองว่าเป็นการใช้ “บาดแผลประวัติศาสตร์” ของยุโรปเป็นแรงขับ ไม่ใช่เพียงการอธิบายสถานการณ์เชิงความมั่นคง แต่เป็นการสร้าง “อารมณ์ร่วม” ให้ยุโรปเห็นว่า ยูเครนไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากยูเครนล้ม ยุโรปย่อมสั่นสะเทือน
ในกรอบนี้ วาทกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของสงครามลูกผสมด้วย เพราะสนามรบยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่อาวุธอย่างเดียว แต่รวมถึงการช่วงชิง “การรับรู้” และ “ความรู้สึกของสาธารณชน” ในประเทศผู้สนับสนุน โดยเฉพาะเมื่อความช่วยเหลือระยะยาวต้องผ่านแรงกดดันทางการเมืองภายในยุโรปเอง
ยูเครน “เปราะบาง” และยุโรปก็เปราะบาง
คำว่า “รัฐล้มเหลว” กับยูเครนอาจไม่ใช่เสียทีเดียว แต่ผศ.ดร.จิราพร เลือกคำว่า “เปราะบาง” เพราะในสังคมยังมีส่วนที่ดำเนินชีวิตได้ แต่ความเปราะบางของรัฐบาล โครงสร้างเศรษฐกิจ และภาวะสงครามทำให้ประเทศอ่อนแรงและถูกเจาะง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.จิราพรย้ำว่า “ความเปราะบางไม่ได้มีแค่ยูเครน” ยุโรปเองก็เปราะบางจากภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจพึ่งพิง และแรงปะทะทางการเมืองภายใน หากสงครามยืดเยื้อ ความเหนื่อยล้าของประชาชนยุโรปอาจแปรเป็นกระแสต่อต้านรัฐบาล กระแสชาตินิยม หรือขวาจัด ซึ่งท้ายที่สุดสะเทือนระดับการสนับสนุนยูเครน
นี่คือโดมิโนที่ผศ.ดร.จิราพรเตือน ความเปราะบางจากยูเครนอาจไหลไปยุโรป และเมื่อยุโรปอ่อนแรง ความสามารถในการพยุงยูเครนก็ลดลง
เลือกตั้งยูเครน จุดเปลี่ยน “ไม่ใช่ตัวบุคคล” แต่เป็นทิศทางการต่อรอง
ผศ.ดร.จิราพรมองการเมืองยุโรปตะวันออกในกรอบสัจจนิยมว่าอำนาจจริงอาจอยู่ที่กลุ่มนำและเครือข่ายมากกว่าตัวบทในกระดาษ จึงคาดเดายากว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่างไร แต่หากเกิดขึ้นจริง คำถามหลักไม่ใช่แค่ว่าเซเลนสกีจะได้ไปต่อหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ “แรงสนับสนุนภายใน” ที่ถูกสึกกร่อนจากสงครามยืดเยื้อ การบริหารภายใน และความคาดหวังประชาชน
ผศ.ดร.จิราพรยังชี้ว่าอาจเห็นแรงดึงกลับไปสู่ “กลุ่มการเมืองเก่า” ไม่ใช่เพราะนิยมรัสเซีย แต่เพราะถูกมองว่ามีทักษะ “เล่นเกมต่อรอง” และอ่านจังหวะมอสโกได้ดีกว่า ขณะที่กระแสการเมืองยุโรปเองก็แกว่งเข้าสู่ความอนุรักษนิยมมากขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนกลับมาสู่การเมืองยูเครน
Red Line ของมอสโก ไม่ใช่แค่นาโต แต่เป็น “ไครเมีย”?
เมื่อถามถึงเส้นแดงของรัสเซีย ผศ.ดร.จิราพรบอกว่า “เปลือกนอก” ที่คนมักพูดถึงคือ การไม่ต้องการให้นาโตประชิดรัสเซียผ่านยูเครน โดยเฉพาะมิติความมั่นคงนิวเคลียร์
แต่ “แกนลึก” ที่ผศ.ดร.จิราพรชี้ว่าหลายคนพูดถึงน้อย คือ “ไครเมีย” ซึ่งรัสเซียยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติในเชิงโครงสร้างมากกว่าพื้นที่พิพาทอื่นๆ ไครเมียมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะทางออกสู่ทะเลดำ การต่อเชื่อมอำนาจไปเมดิเตอร์เรเนียน และเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งเศรษฐกิจและการทหาร
ผศ.ดร.จิราพรประเมินว่า หากความขัดแย้งโดยมีใครแตะไครเมียในลักษณะที่มอสโกรู้สึกว่า “ล้ำเส้น” ความเสี่ยงยกระดับจะมากกว่าพื้นที่อื่น เพราะไครเมียสัมพันธ์กับทั้งสัญลักษณ์รัฐชาติ โครงสร้างทางกฎหมายของรัสเซีย และภูมิศาสตร์กองทัพเรือที่เกี่ยวพันกับพื้นที่ปฏิบัติการของนาโตในทะเลดำด้วย
จุดแข็งของรัสเซียใน “เศรษฐกิจสงคราม” คือพลังงาน?
แม้โลกตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรหลายระดับ ผศ.ดร.จิราพรชี้ว่าความคาดหวังที่จะเห็นรัสเซียล่มทางเศรษฐกิจแบบช่วงปลายสงครามเย็น ยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะรัสเซียปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสงครามได้ และยังมี “พลังงาน” เป็นการ์ดต่อรองสำคัญ ไม่เพียงกับยุโรปโดยตรง แต่รวมถึงช่องทางตลาดมืด เครือข่ายการค้าที่ยืดหยุ่น และแรงสั่นสะเทือนราคาที่กระทบผู้ใช้พลังงานสูงอย่างยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้ว ผศ.ดร.จิราพรประเมินว่า สงครามมีแนวโน้ม “ยังไม่จบ” ในเร็ววัน แต่ก็อาจ “ไม่ขยาย” เป็นสงครามโลกแบบเปิดหน้า เพราะยังมีแรงยับยั้งหลายชั้นจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม อันตรายที่แท้จริงในปีที่ 5 คือสงครามลูกผสมที่บั่นทอนความเชื่อมั่น โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และการเมืองภายในของยุโรปและยูเครนไปพร้อมกัน
และเมื่อสังคมผู้สนับสนุนเริ่มเหนื่อยล้า คำถามไม่ใช่แค่ยูเครนจะยืนได้นานแค่ไหน
แต่ยุโรปจะยืน “อยู่กับยูเครน” ได้อีกนานเท่าไรต่างหาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
