รีเซต

สงครามเปลี่ยนเกม ส้มหล่น EV จีน ?

สงครามเปลี่ยนเกม ส้มหล่น EV จีน ?
TNN ช่อง16
6 เมษายน 2569 ( 11:13 )
7

วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวในระดับเหนือ 110 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับ 60 ดอลลาร์ก่อนเกิดสงคราม และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยอาจมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำมันของอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ ใกล้บรรลุเป้าหมายหลักแล้ว พร้อมย้ำด้วยว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ด้านกองทัพอิหร่านเตือนว่าจะใช้การตอบโต้ที่รุนแรง กว้างขวาง และทำลายล้างมากกว่าเดิม


ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ประกอบกับการขาดแคลนพลังงานจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงักทำให้เกิดความตึงเครียดไปทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ ต้องออกมาตรการรับมือวิกฤต ผู้คนจำนวนมากต้องปรับตัวรับยุคน้ำมันแพง รวมถึงการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีรายจ่ายในการชาร์จไฟฟ้าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์น้ำมัน 


วิกฤตพลังงานที่ส่อแววยืดเยื้อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่เริ่มเปลี่ยนใจจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิมและหันมาสนใจรถ EV มากขึ้น ซึ่งข้อมูลจากแพลตฟอร์มจำหน่ายรถยนต์ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคต่อรถ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 


อย่างในอังกฤษ เว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์ออนไลน์ Autotrader ระบุว่า นับถึงเมื่อวันที่ 26 มีนาคม มีผู้สอบถามรายละเอียดการซื้อรถ EV ใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 และสอบถามเกี่ยวกับการซื้อรถ EV มือสองเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ด้านบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน EV อย่าง Octopus Electric Vehicles ระบุเมื่อวันที่ 25 มีนาคมว่า มีผู้สอบถามเกี่ยวกับการเช่ารถ EV เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มปะทุ ส่วนในเดนมาร์ก คำค้นหารถ EV มือสองบน “บิลเบเซน” (Bilbasen) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายรถยนต์ออนไลน์รายใหญ่ เพิ่มขึ้นมากถึง 80,000 ครั้งต่อสัปดาห์ มากกว่าที่เคยเกิดขึ้นหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนเสียอีก


แม้แต่ในสหรัฐฯ ที่รถ EV ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าประเทศอื่น ๆ Ever ตัวแทนจำหน่ายรถ EV ก็ได้รับนัดหมายจากลูกค้าจำนวนมากเพื่อจะเข้าโชว์รูมไปตรวจสภาพรถมือสอง ซึ่งหลายคันมีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นชัดเจนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังการโจมตีปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง สำหรับภูมิภาคอาเซียน มีรายงานว่า ผู้บริโภคจำนวนมากพากันไปที่ดูรถในโชว์รูมของแบรนด์ EV จีน ขณะที่เกิดปรากฏการณ์ขายรถสามล้อไฟฟ้าหมดเกลี้ยงในปากีสถาน ทั้งหมดนี้ส่งสัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก

รายงานล่าสุดของสถาบันคลังสมองด้านพลังงาน “เอ็มเบอร์” (Ember) ที่ระบุว่า รถ EV มีบทบาทสำคัญสุดในการลดรายจ่ายสำหรับการนำเข้าพลังงาน ซึ่งการใช้รถ EV ในปีที่แล้วช่วยลดการบริโภคน้ำมันดิบทั่วโลกได้ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน 


ข้อมูลของสมาคมการขนส่งและสิ่งแวดล้อม (T&E) ในยุโรป ที่เพิ่งเผยแพร่ ระบุว่า รถ EV ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันของสหภาพยุโรป (EU) โดยรถ EV เกือบ 8 ล้านคันสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 46 ล้านบาร์เรลในปี 2568 ซึ่งเทียบเท่ากับรายจ่ายในการนำเข้าน้ำมันที่ลดลงเกือบ 3 พันล้านยูโร ในส่วนของเอเชียที่มีการใช้รถ EV เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย เนื่องจากราคารถ EV จีนที่ไม่แพงเกินเอื้อม มีแนวโน้มจะเร่งการเปลี่ยนผ่านจากรถที่ใช้น้ำมันไปสู่ EV รวดเร็วขึ้นจากวิกฤตครั้งนี้


แม้ว่าการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในเอเชียจะเพิ่มขึ้น แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือนได้สะท้อนถึงการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันของภูมิภาคนี้ โดยปริมาณน้ำมันดิบร้อยละ 60 มาจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่จีนได้รับผลกระทบน้อยกว่าเพื่อนร่วมภูมิภาค เนื่องจากการปรับไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น การเพิ่มความหลากหลายในการนำเข้าน้ำมัน และการใช้รถ EV อย่างแพร่หลายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของยอดขายรถใหม่ และร้อยละ 12 ของรถยนต์ที่จดทะเบียนทั้งหมด ซึ่งประเมินว่าช่วยลดการใช้น้ำมันของประเทศลงได้เกือบร้อยละ 10 ในปีที่แล้ว


บทวิเคราะห์ของ T&E ยังระบุด้วยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุดส่งผลให้ผู้ขับขี่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินได้รับผลกระทบจากค่าความเสี่ยงช่วงสงคราม (crisis premium) มากกว่าผู้ขับขี่รถ EV ถึง 5 เท่า คิดเป็น 3.8 ยูโรต่อ 100 กิโลเมตร ต่อ 0.7 ยูโรต่อ 100 กิโลเมตร นอกเหนือจากต้นทุนการชาร์จไฟที่ต่ำกว่าเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันช่วงก่อนสงคราม


เมื่อเกิดการหยุดชะงักของปริมาณน้ำมันในตลาดโลกก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ขับขี่รถเครื่องยนต์น้ำมันมากกว่าผู้ใช้รถ EV เพราะเป็นเรื่องยากที่ผู้คนจำนวนมากจะหยุดขับรถไปทำงาน หรือหยุดขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก เรือ และเครื่องบิน นอกจากนี้ น้ำมันยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติก ซึ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ส่วนใหญ่ นี่อธิบายว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบการขนส่งน้ำมันร้อยละ 20 ของทั้งโลก จึงทำให้ราคาพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว และปัญหาแบบนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพึ่งพาการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มาอย่างยาวนาน 


ขณะเดียวกัน วิกฤตครั้งล่าสุดยังสะท้อนว่า สงครามสมัยใหม่ที่ใช้โดรนในการโจมตีสามารถปิดกั้นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานและสินค้ารุนแรงขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ทั่วโลกไม่สามารถพึ่งพาอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ เพื่อรักษาราคาน้ำมันในระดับต่ำได้เหมือนสงครามอ่าวในยุค 1990 อีกแล้ว ในทางกลับกันวิกฤตครั้งนี้จะเป็นปัจจัยเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และยานยนต์ไฟฟ้า เพราะประเทศต่าง ๆ ตระหนักมากขึ้นถึงความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

วิกฤตพลังงานเกิดขึ้นในจังหวะที่เป็นบวกสำหรับอุตสาหกรรมรถ EV ของจีน เนื่องจากขณะนี้รถ EV ของจีนมีราคาถูกลง ในขณะที่น้ำมันมีราคาแพงขึ้น เมื่อ 2 ปัจจัยนี้รวมกันก็มีแนวโน้มที่จะเร่งการขยายตัวของ EV จีนไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งเป็นการพลิกกลับจากก่อนหน้านี้ที่ยอดขาย EV จีนเริ่มแผ่วลงตามภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐที่หายไป ฉุดให้ความต้องการซื้อภายในประเทศชะลอตัวลง ค่ายรถ EV จีนจึงต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากขึ้นในการขับเคลื่อนยอดขาย ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามการค้า


จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์จีน (CAAM) พบว่า ยอดผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ทั้งหมดของจีน ซึ่งรวมทั้งรถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่ล้วน และรถไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก แตะระดับ 16 ล้านคันในปี 2568 ส่วนยอดการส่งออกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6 ล้านคัน ซึ่ง “เอ็มเบอร์” ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกรถ EV ของจีนอยู่ที่ 6.96 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ ยุโรปยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ อาเซียน ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง


ข้อมูลยังระบุด้วยว่า ในปี 2568 มี 66 ประเทศที่นำเข้ารถ EV จากจีน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าปี 2567 ถึงร้อยละ 27 สำหรับประเทศที่นำเข้ารถ EV จีนมากที่สุดคือเบลเยียม โดยนำเข้ารวมมูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยอังกฤษ 5.9 พันล้านดอลลาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมี 22 เขตเศรษฐกิจที่ใช้จ่ายอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ ในการนำเข้ารถ EV จากจีนเมื่อปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 15 เขตเศรษฐกิจในปีก่อนหน้า

จีนน่าจะได้ประโยชน์อย่างมากจากแนวโน้มที่เกิดขึ้น โดยจีนขึ้นแท่นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์รายใหญ่สุดของโลกในปี 2568 ยุติการครองตลาดมายาวนานของญี่ปุ่น บริษัทต่าง ๆ อาทิ BYD และ “จี๋ลี่” (Geely) ต่างก็มียอดขายแซงหน้าคู่แข่งจากญี่ปุ่นอย่าง “นิสสัน” และ “ฮอนด้า” ขณะที่แบรนด์จีนก็มีส่วนแบ่งในทำเนียบ 20 อันดับแรกรถยนต์ขายดีของโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ


BYD ค่ายรถยักษ์ใหญ่ของจีนเน้นส่งออกรถไปตลาดต่างประเทศมากขึ้น ท่ามกลางความต้องการรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น และบริษัททำกำไรได้มากขึ้นสำหรับรถยนต์แต่ละคันที่ขายได้ บริษัทตั้งเป้าส่งออกรถ 1.3 ล้านคันในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากยอดส่งออก 1.05 ล้านคันในปีที่แล้ว เพื่อทดแทนยอดขายในประเทศที่ลดลงจนถูก “จี๋ลี่” แซงขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดรถ EV ของจีนแทน


สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงของบริษัท EV จีน ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษา “เอลิกซ์พาร์ตเนอร์ส” (AlixPartners) ประเมินว่า แบรนด์รถ EV จีนจะอยู่รอดเพียง 15 แบรนด์ที่สามารถดำเนินการไปได้จนถึงปี 2573 จากทั้งหมด 129 แบรนด์ที่มีในปี 2567 


อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงต่อไป เพราะแม้สงครามในตะวันออกกลางจะยุติลง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางบางส่วน ทำให้ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้ การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่หยุดชะงักก็จะส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อให้พุ่งสูงจากราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกไม่ว่าจะขับขี่รถอะไรก็ตาม 


ในไทย กระแสความสนใจรถ EV ก็สะท้อนผ่านงาน Bangkok International Motor Show 2026 ครั้งที่ 47 ที่เพิ่งจบงานไปเมื่อวานนี้ โดยแบรนด์รถ EV หลายแห่งมีชื่อติดในทำเนียบ 20 อันดับแรกของแบรนด์ที่มียอดจองมากที่สุด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง