รีเซต

“ทรัมป์” อาจถูกถอดถอน เพราะ “เสียสติ“ ได้จริงหรือ ?

“ทรัมป์” อาจถูกถอดถอน เพราะ “เสียสติ“ ได้จริงหรือ ?
TNN ช่อง16
24 เมษายน 2569 ( 22:42 )

เมื่อผู้นำประเทศถูกตั้งคำถามว่า “ยังเหมาะสมพอจะบริหารประเทศได้หรือไม่” นี่อาจไม่ใช่เพียงคำถามที่แสดงความเป็นห่วงต่อผู้นำ แต่มันคือคำถามต่อเสถียรภาพของโลกทั้งใบ


โดยเฉพาะเมื่อผู้นำคนนั้นคือ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้มีอำนาจตัดสินใจต่อสงคราม เศรษฐกิจโลก และความมั่นคงระหว่างประเทศ ที่ตอนนี้ เขากำลังถูกกล่าวหาว่า อาจมีปัญหาด้านสุขภาพจิต จากพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ


จนฝ่ายค้านเตรียมหยิบ "25th Amendment" ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง 


เมื่อปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นอาวุธทางการเมือง สิ่งที่ถูกตัดสิน อาจไม่ใช่แค่ความสามารถของผู้นำ แต่คือความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจ แล้วทรัมป์จะถูกปลดจากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยเหตุผลนี้ได้หรือไม่ 


“25th Amendment” คืออะไร ?


“บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25” หรือ “25th Amendment” คือ กฎหมายที่ถูกเพิ่มเข้ามาในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เมื่อปี 1967 หลังการลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี แห่งสหรัฐฯ ในปี 1963 


มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ เพื่อให้แน่ใจว่า สหรัฐฯ จะยังมีประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีเสียชีวิต เจ็บป่วยรุนแรง หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป


ก่อนหน้านี้ รัฐธรรมนูญเดิมไม่ได้ระบุขั้นตอนชัดเจนเพียงพอว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ประเทศควรเดินต่ออย่างไร ใครจะขึ้นมารับอำนาจแทน และกระบวนการต้องเป็นแบบไหน


การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมาย และสร้างความชัดเจนเรื่องการสืบทอดอำนาจสูงสุดของประเทศในช่วงวิกฤต


บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 ประกอบด้วยทั้งหมด 4 มาตรา 


มาตราที่ 1 และ 2 จะพูดถึงเกี่ยวกับการสืบทอดและการแทนที่ตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม 


มาตราที่ 3 จะเป็นการส่งมอบอำนาจในระหว่างที่ประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราว เช่น ผ่าตัด หรือ ตกอยู่ในกระบวนการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย และใช้เป็นปกติ 


ส่วนมาตราที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญและอ่อนไหวที่สุด เพราะเกี่ยวกับการถอดอำนาจประธานาธิบดีโดยไม่ต้องรอให้เจ้าตัวยินยอม 


พูดง่าย ๆ คือ จะใช้ในกรณีที่ประธานาธิบดีอาจไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ตัวประธานาธิบดีเองไม่ยอมรับ หรือไม่สามารถบอกได้ด้วยตัวเอง เช่น หมดสติ, ป่วยหนักจนสื่อสารไม่ได้ หรือ มีภาวะทางร่างกายหรือจิตใจที่ทำให้ตัดสินใจไม่ได้อย่างมีเหตุผล


“เดโมแครต” เตรียมใช้มาตรา 4 ยื่นถอดถอน “ทรัมป์” เพราะปัญหาสุขภาพจิต


มาตราที่ 4 คือส่วนที่ถูกจับตามากที่สุดในเวลานี้ เพราะหลายฝ่ายมองว่า พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” สะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางอารมณ์ และอาจทำให้สหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่วิกฤต โดยเฉพาะจากความตึงเครียดของสงครามอิหร่าน


พรรคเดโมแครตจึงหยิบยกมาตรา 4 เพื่อพยายามยื่นถอดถอนเขาลงจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า ทรัมป์อาจเสียสติไปแล้ว 


พฤติการณ์ที่สุดโต่งของทรัมป์ วาทกรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ การโพสต์โซเชียลที่ใช้คำอย่าง "อารยธรรมทั้งมวลจะล่มสลายลงในคืนนี้" เปรียบดั่งคำขู่ส่งตรงถึงอิหร่าน  หากไม่ยอมทำข้อตกลงยุติสงครามในช่วงเวลานั้น 


ทรัมป์ยังเปิดศึกกับสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 โป๊ปอเมริกันพระองค์แรก ที่ออกมาวิจารณ์ท่าทีของทรัมป์ต่ออิหร่าน


ทรัมป์ชี้ว่า โป๊ปอ่อนแอ ไม่เด็ดขาดกับอาชญากร และแย่เรื่องต่างประเทศ อีกทั้งอ้างว่า โป๊ปได้ตำแหน่งมาก็เพราะทรัมป์


นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความไม่พอใจ และการโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง


หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์หนัก คือ การโพสต์ภาพเปรียบตัวเองกับพระเยซูคริสต์หลายครั้ง ทั้งภาพที่เขาสวมชุดขาว มีแสงสว่างออกจากมือราวกับผู้มาโปรดมนุษย์ และภาพที่เขาถูกวางเคียงข้างพระเยซู


ไม่รวมถึงกรณีความสับสนในข้อเท็จจริงด้านภูมิศาสตร์พื้นฐาน เช่น จำกรีนแลนด์ เป็น ไอซ์แลนด์ หรือแม้กระทั่งบอกว่า ตนเองช่วยยุติสงครามระหว่างกัมพูชากับอาร์เมเนีย ทั้งที่ความขัดแย้งนั้น เป็นเรื่องของกัมพูชาและไทย


ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ฝ่ายค้านสหรัฐฯ มองว่า เป็นสัญญาณว่า ทรัมป์ มีปัญหาทางจิต และไม่สมควรกุมอำนาจประธานาธิบดี โดยหยิบยกเอามาตรา 4 ขึ้นมาเป็นคำกล่าวอ้าง 


ผลสำรวจของ Reuters-Ipsos พบว่า ชาวอเมริกัน 61% มองว่า ทรัมป์มีพฤติกรรมคาดเดาไม่ได้ตามวัย และอีก 49% มองว่า ทรัมป์แก่เกินจะเป็นประธานาธิบดี 


ขณะที่ ศูนย์วิจัยพิว สำรวจพบว่า ชาวอเมริกัน 52% ไม่เชื่อมั่นในสมรรถภาพทางจิตของทรัมป์ และอีก 51% ไม่เชื่อในความเป็นผู้นำของทรัมป์อีกแล้ว


“ฉันคิดว่ามันชัดเจนมากว่า ในเวลานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป และฉันได้เรียกร้องให้ใช้ทุกเครื่องมือที่เป็นไปได้ในการนำทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 ซึ่งต้องอาศัยการดำเนินการจากคณะรัฐมนตรี หรือการถอดถอน ซึ่งต้องอาศัยการดำเนินการจากสภาคองเกรส” เมลานี สแตนส์เบอรี  สส. พรรคเดโมแครต รัฐนิวเม็กซิโก กล่าวกับสำนักข่าว Reuters 


“เราก็กำลังวางแผนที่จะเสนอร่างมติสงครามอีกฉบับเข้าสู่การลงมติในสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เพื่อโหวตยุติสงคราม ดังนั้น เรากำลังพิจารณาทุกวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ เพื่อควบคุมทรัมป์ และหยุดไม่ให้เขาก่ออาชญากรรมต่อไป” เธอ กล่าว 


เรื่องนี้ แม้แต่ มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน อดีต สส.พรรครีพับลิกัน ผู้เคยสนับสนุนทรัมป์ บอกกับ CNN ว่า คำขู่ของทรัมป์ ไม่ใช่วาทกรรมด้วยซ้ำ แต่มันคืออารมณ์เดือดดาลที่ควบคุมไม่อยู่  พร้อมสนับสนุนให้ใช้บทบัญญัติแก้ไขครั้งที่ 25 ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ด้วย

 

ขณะเดียวกัน อดีตคนที่เคยทำงานกับทรัมป์อีกหลายคน ก็มองตรงกันว่า พฤติกรรมของเขาไม่ใช่เพียงความดุดันทางการเมือง แต่สะท้อนถึงภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อการบริหารประเทศและต่อเสถียรภาพของโลกด้วย

มีผู้นำสหรัฐฯ คนไหนบ้างที่เคยใช้  “25th Amendment” ?


ความจริงแล้ว "ทรัมป์" ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรก ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความพร้อมในการบริหารประเทศ แล้วมีการนำบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 เข้ามาเกี่ยวข้อง 


ย้อนกลับไปเมื่อปี 1973 สมัยประธานาธิบดี “ริชาร์ด นิกสัน” หลังรองประธานาธิบดี “สปิโร แอกนิว” ลาออกจากตำแหน่ง เขาก็ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 2 ของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 แต่งตั้ง “เจอรัลด์ ฟอร์ด” ขึ้นเป็นรองประธานาธิบดีคนใหม่ และได้รับการรับรองจากสภาคองเกรส


ต่อมาเมื่อคดี "Watergate" ลุกลามจนประธานาธิบดีนิกสันเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และสภาเริ่มกระบวนการ เพื่อถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง แม้ตอนนั้น จะมีความกังวลเรื่องสภาพจิตใจ และความมั่นคงในการตัดสินใจของเขาในช่วงท้าย แต่ก็ไม่มีการใช้มาตรา 4 อย่างเป็นทางการ เพราะปัญหาหลักคือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่ใช่ภาวะไร้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนาของกฎหมาย


ท้ายสุดนิกสันเลือกลาออกในปี 1974 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกถอดถอน และฟอร์ดขึ้นเป็นประธานาธิบดีทันทีตามมาตรา 1 ของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25


เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ยุค นิกสัน และฟอร์ด กลายเป็นการใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 ครั้งแรกอย่างแท้จริงในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ 


ต่อมาในปี 1985 โรนัลด์ เรแกน ก็เคยใช้มาตรา 3 โอนอำนาจชั่วคราวให้รองประธานาธิบดี จอร์จ เอช.ดับเบิ้ลยู.บุช ระหว่างเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ถือเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่ใช้มาตรา 3 เพื่อส่งมอบอำนาจชั่วคราวอย่างเป็นทางการ


สำหรับ “ทรัมป์” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาจะถูกถอดโดยใช้มาตรา 4 เพราะหลังเหตุจลาจลวันที่ 6 มกราคม 2021 ก็มีการเรียกร้องให้ “ไมค์ เพนซ์” รองประธานาธิบดีขณะนั้น ถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นภัยต่อประชาธิปไตยและไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สุดท้ายเพนซ์ไม่ได้ดำเนินการ การถอดถอนทรัมป์ผ่านมาตรา 4 จึงไม่เกิดขึ้นจริง 

เมื่อ “สุขภาพจิต” กลายเป็นอาวุธทางการเมือง


ในความเป็นจริง การใช้ “สุขภาพจิต” เพื่อเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ถูกใช้มายาวนาน เพียงแต่ในยุคปัจจุบัน มันยิ่งทรงพลังและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม 


คำถามเรื่อง “สภาพจิตใจ” มักถูกหยิบมาใช้เพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ


เมื่อผู้นำแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง คาดเดาไม่ได้ หรือพูดจาสับสน สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่เสียงวิจารณ์ทางนโยบาย แต่คือการตั้งคำถามว่า เขายังมีสติพอจะนำประเทศไปข้างหน้าได้หรือไม่


บทความจาก Psychology Today อธิบายว่า การนำสุขภาพจิตมาเชื่อมโยงกับการเมือง มีรากย้อนกลับไปถึงช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 1964 เมื่อ แบร์รี โกลด์วอเตอร์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ถูกนิตยสาร Fact Magazine เปิดประเด็นถามจิตแพทย์ทั่วประเทศว่า “เขามีความเหมาะสมทางจิตใจพอจะเป็นผู้นำหรือไม่ ?” 


โดยพาดหัวรุนแรงว่า “1,189 Psychiatrists Say Goldwater Is Psychologically Unfit to Be President” แปลเป็นไทยคือ “จิตแพทย์ 1,189 คน บอกว่า โกลด์วอเตอร์มีสภาพจิตใจที่ไม่เหมาะจะเป็นประธานาธิบดี” 


ประเด็นสำคัญคือ จิตแพทย์จำนวนมากเหล่านี้ ไม่เคยตรวจโกลด์วอเตอร์ด้วยตนเองแม้แต่ครั้งเดียว


เหตุการณ์นี้ทำให้วงการจิตเวชมองว่า การวินิจฉัยสุขภาพจิตผ่านสื่อกำลังถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีทางการเมือง จนในปี 1973 American Psychiatric Association ต้องออกกฎที่เรียกว่า Goldwater Rule ห้ามจิตแพทย์ให้ความเห็นวินิจฉัยสุขภาพจิตของบุคคลสาธารณะ หากไม่เคยตรวจโดยตรงและไม่ได้รับความยินยอม


“Goldwater Rule” กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งอย่างหนัก ตั้งแต่ยุคทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก 


ขณะเดียวกัน โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อมาก็หนีไม่พ้น เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะจากฝ่ายรีพับลิกันที่ตั้งคำถามเรื่องอายุ ความจำ และความพร้อมทางสติปัญญาในการบริหารประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นรีพับลิกันหรือเดโมแครต สุขภาพจิตได้กลายเป็นสนามรบทางการเมือง ที่ทุกฝ่ายพร้อมหยิบมาใช้ลดความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม


บทความเรื่อง Should mental health ‘diagnoses’ be allowed to become another weapon of political warfare? เขียนโดย พลตรี ชาร์ลส์ เจ. ดันแลป จูเนียร์ นักกฎหมายด้านความมั่นคงและอดีตนายทหารของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ชี้ว่า ไม่ควรปล่อยให้การวินิจฉัยสุขภาพจิตกลายเป็นอาวุธทางการเมือง เพราะส่งผลเสียทั้งต่อประชาธิปไตย วงการจิตเวช และคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตจริง ๆ


เมื่อคำว่า “ป่วยทางจิต” ถูกใช้เพื่อโจมตีผู้นำ ผู้ป่วยจริงก็ยิ่งถูกตีตราว่าเป็นคนอันตราย ไม่น่าไว้วางใจ หรือไร้ความสามารถ ส่งผลให้หลายคนไม่กล้าเข้ารับการรักษา เพราะกลัวถูกมองในแง่ลบ ยิ่งถ้าจิตแพทย์ออกมาวินิจฉัยคนดังผ่านสื่อ โดยไม่เคยตรวจจริงสักครั้ง ยิ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า นี่เป็นการวินิจฉัยจริง หรือ อคติทางการเมือง 


ฉะนั้น การใช้คำว่า มีปัญหาสุขภาพทางจิต หรือ เสียสติ เพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง อาจไม่ได้ช่วยปกป้องประชาธิปไตย แต่กำลังบ่อนทำลาย ทั้งระบบการเมืองและการแพทย์ไปพร้อมกัน


“ทรัมป์” จะถูกถอดถอนเพราะปัญหาทางสุขภาพจิตได้หรือไม่ ?


หากจะถามว่า ทรัมป์สามารถจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศ ด้วยเหตุผลเพราะสุขภาพทางจิต ตามมาตรา 4 ได้หรือไม่ ? ต้องบอกตามตรงว่า “เป็นไปได้ยาก”


การจะใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 เพื่อให้ทรัมป์ลงจากอำนาจ ในฐานะผู้ไร้ความสามารถทางจิต เป็นเรื่องที่ยาก เพราะระบบถูกออกแบบมาให้ใช้งานยากมาก เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด 


การจะใช้มาตรา 4 ได้ รองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีคือบุคคลสำคัญที่สุดของสมการนี้ หากไม่มีการเห็นชอบจากพวกเขามาตรา 4 จะไม่สามารถเดินหน้าได้ 


เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน และคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ ล้วนเป็นคนที่ทรัมป์แต่งตั้งเอง และมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แนบแน่น การคาดหวังให้พวกเขาเลือกใช้มาตรานี้ จึงเป็นไปได้ยาก 


ถึงแม้ทีมบริหารทรัมป์เห็นด้วยจะใช้มาตรา 4 แต่ก็ต้องรวมเสียงให้ 2 ใน 3 ทั้งจากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งฐานเสียงรีพับลิกันยังคงสนับสนุนทรัมป์อย่างแข็งแกร่ง โอกาสจะถอดถอนเขาด้วยบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 มาตรา 4 จึงแทบจะเป็นศูนย์ 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


https://www.nytimes.com/2026/04/13/us/politics/trump-mental-fitness-25th-amendment.html

https://www.reuters.com/world/us/why-are-people-talking-about-25th-amendment-us-constitution-2026-04-10/

https://reagan.blogs.archives.gov/2017/07/24/the-25th-amendment-section-3-and-july-13-1985/

https://thehill.com/opinion/congress-blog/4821496-25th-amendment-role-nixon-resignation/

https://constitutioncenter.org/the-constitution/amendments/amendment-xxv

https://constitutioncenter.org/blog/how-the-constitutions-25th-amendment-works

https://www.psychologytoday.com/us/basics/goldwater-rule

https://sites.duke.edu/lawfire/2021/05/10/should-mental-health-diagnoses-be-allowed-to-become-another-weapon-of-political-warfare/

https://www.psychiatry.org/news-room/goldwater-rule

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง