รีเซต

วิกฤตน้ำมันลาม กระทบเมรุเผาศพ-รถกู้ชีพหยุดชะงัก หวั่นขาดแคลนทั่วไทย

วิกฤตน้ำมันลาม กระทบเมรุเผาศพ-รถกู้ชีพหยุดชะงัก หวั่นขาดแคลนทั่วไทย
TNN ช่อง16
18 มีนาคม 2569 ( 11:27 )
9

วิกฤตน้ำมันที่เริ่มก่อตัวจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังค่อย ๆ แผ่แรงกระเพื่อมมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทยในหลายระดับ จากเดิมที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของราคาพลังงาน หรือปัญหาการขนส่งเชิงระบบ แต่เมื่อสถานีบริการบางแห่งเริ่มมีน้ำมันไม่เพียงพอให้จำหน่าย ภาพของผลกระทบก็ชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสิ่งที่ได้รับผลไม่ได้มีแค่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือธุรกิจขนส่ง หากยังลามไปถึงบริการสาธารณะ งานหาเช้ากินค่ำ และแม้แต่พิธีกรรมสุดท้ายของชีวิตอย่างการฌาปนกิจ

หนึ่งในภาพที่ทำให้หลายคนเริ่มมองเห็นมิติของปัญหาชัดขึ้น คือกรณีของวัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ออกมาให้ข้อมูลว่า การเผาศพ 1 ศพ ต้องใช้น้ำมันราว 60 ถึง 80 ลิตร ปริมาณดังกล่าวใกล้เคียงกับน้ำมันเต็มถังของรถยนต์ทั่วไป 1 คัน ตัวเลขนี้ทำให้เห็นทันทีว่า น้ำมันไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทาง แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของระบบฌาปนกิจสมัยใหม่ด้วย โดยเฉพาะเมรุที่ใช้ระบบไฟฟ้าควบคู่กับน้ำมัน ซึ่งต้องอาศัยการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงถึงประมาณ 1,400 องศาเซลเซียส เพื่อให้การเผาศพสมบูรณ์ ลดควัน กลิ่น และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดของเมรุระบบใหม่ จะพบว่าแม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การเผาศพสะอาดขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเตาฟืนแบบเดิม แต่ก็ทำให้ระบบนี้ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เตาเผาจำนวนมากใช้น้ำมันดีเซลหรือไบโอดีเซลเฉลี่ยประมาณ 30 ถึง 60 ลิตรต่อศพ และในบางพื้นที่อาจสูงกว่านั้นตามลักษณะการใช้งาน ความต่อเนื่องของการเผา และสภาพของอุปกรณ์ หากน้ำมันเริ่มหายากขึ้นหรือซื้อสำรองไม่ได้ เมรุก็ไม่ต่างจากระบบบริการสาธารณะที่พร้อมจะหยุดชะงักทันที

ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจริงแล้วที่วัดมหาธาตุ ในอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งต้องประกาศงดรับศพและปิดเมรุชั่วคราว หลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันสำหรับเตาเผาศพ พระครูสมุห์กิตติชัย รองเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุพนม และผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ยืนยันว่าปัญหานี้เป็นเรื่องจริง และวัดได้แจ้งผ่านเพจอย่างเป็นทางการแล้ว สาเหตุไม่ได้มาจากการไม่มีเตา หรือไม่มีบุคลากร แต่เกิดจากข้อจำกัดในการจัดซื้อน้ำมัน เนื่องจากปั๊มน้ำมันในพื้นที่ไม่อนุญาตให้เติมใส่แกลลอน ทำให้วัดไม่สามารถซื้อน้ำมันสำรองไว้ได้ตามปกติ ทั้งที่การเผาศพแต่ละครั้งต้องใช้น้ำมันเฉลี่ยประมาณ 90 ลิตร หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 3,000 บาทต่อครั้ง

ผลที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่แค่การบริหารภายในวัด แต่เริ่มกระทบต่อคนในชุมชนโดยตรง โดยเฉพาะครอบครัวยากไร้และศพไร้ญาติที่ต้องพึ่งพาวัดมหาธาตุพนม ซึ่งที่ผ่านมา วัดแห่งนี้รับเผาศพไร้ญาติไม่น้อยกว่าเดือนละ 10 ศพ เมื่อเชื้อเพลิงขาดมือ บริการที่เคยเป็นเหมือนหลักประกันสุดท้ายของคนเปราะบางก็เริ่มสั่นคลอน แม้ทางวัดจะเปิดทางให้เจ้าภาพจัดหาน้ำมันมาเองได้ แต่ในทางปฏิบัติ ครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ยังต้องเผชิญข้อจำกัดเดียวกันจากหน้าปั๊มอยู่ดี

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาน้ำมันตึงตัวไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับงานศพหรือวัดเท่านั้น แต่ยังเริ่มกดดันแรงงานที่ต้องใช้รถทำมาหากินทุกวัน โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหารในเมือง ผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่บริเวณถนนสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพมหานคร พบว่าหลายปั๊มมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ทยอยเข้าคิวเติมน้ำมันต่อเนื่อง ไรเดอร์รายหนึ่งเล่าว่า ช่วงนี้ต้องขับรถวนหาปั๊มที่ยังมีน้ำมันจำหน่าย บางครั้งน้ำมันในรถเกือบหมดจนรถแทบดับกว่าจะหาเติมได้ ปัญหานี้กระทบต่อรายได้โดยตรง เพราะทุกนาทีที่เสียไปกับการหาน้ำมัน คือเวลาที่ไม่สามารถรับงานได้

สถานการณ์ยิ่งน่าจับตาเมื่อพิจารณาควบคู่กับราคาน้ำมันประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569 จากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หลายราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดีเซลยังอยู่ที่ประมาณ 29.94 บาทต่อลิตรในหลายปั๊ม ขณะที่น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และเบนซินมีระดับราคาสูงแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ช่วงยี่สิบกว่าบาทปลาย ๆ ไปจนถึงเกือบ 50 บาทต่อลิตรในกลุ่มพรีเมียม แม้ตัวเลขเหล่านี้จะยังเป็นราคากลางที่ไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ แต่ก็เพียงพอจะทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมากรู้สึกถึงภาระที่เพิ่มขึ้น และยิ่งเมื่อรวมกับภาวะน้ำมันหมดชั่วคราวในบางแห่ง ความกังวลจึงยิ่งขยายตัว

ผลกระทบอีกด้านที่เริ่มชัดขึ้นคือบริการสาธารณะระดับท้องถิ่น กรณีของ อบต.เมืองแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวอย่างของความเปราะบางนี้อย่างชัดเจน เมื่อปั๊มน้ำมันของสหกรณ์การเกษตรซึ่งเป็นคู่สัญญาการซื้อน้ำมัน ประกาศงดขายน้ำมันดีเซลตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้รถกู้ชีพ รถขยะ และรถดับเพลิงบางส่วนต้องหยุดใช้งานชั่วคราว เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้ตามปกติ ปัญหานี้ทำให้เห็นทันทีว่า หากการกระจายน้ำมันเริ่มติดขัด สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ความสะดวกในการเดินทาง แต่รวมถึงความสามารถของท้องถิ่นในการรับมือเหตุฉุกเฉินและดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน

เหตุการณ์การเสียชีวิตของชายวัย 73 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์ ยิ่งทำให้ภาพของวิกฤตนี้มีมิติที่หนักขึ้นไปอีก หลังเจ้าตัวขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนหาซื้อน้ำมันใส่แกลลอนไปเติมรถไถนา และถูกรถกระบะชนเสียชีวิตระหว่างทาง ลูกสาวของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านให้ข้อมูลว่า ผู้เป็นพ่อออกหาซื้อน้ำมันวันละหลายปั๊ม เพราะน้ำมันหายาก และจำเป็นต้องใช้กับรถไถในช่วงฤดูเตรียมเพาะปลูก เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า เมื่อเชื้อเพลิงเริ่มขาดมือ ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ที่ต้นทุนหรือเวลาที่สูญเสียไป แต่บางครั้งหมายถึงชีวิตของคนที่ต้องดิ้นรนกับข้อจำกัดใหม่ของระบบด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของประเทศยังไม่ถึงขั้นล้มเหลวทั้งระบบ รัฐยังยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ และในพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร ก็เริ่มเห็นความพยายามในการตั้งรับอย่างเป็นระบบ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม.มีคลังสำรองน้ำมันของตนเองประมาณ 40 แห่ง เพื่อรองรับรถในสังกัดกว่า 7,000 คัน ไม่ว่าจะเป็นรถขยะ รถพยาบาล รถดับเพลิง และรถราชการอื่น ๆ โดยมีการสำรองน้ำมันดีเซลล่วงหน้าประมาณ 30 วัน และสำรองน้ำมันเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ราว 60 ถึง 90 วัน พร้อมกำชับให้รถฉุกเฉินเติมน้ำมันเต็มถังทุกวันหลังเสร็จภารกิจ เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดเหตุเร่งด่วน

ภาพของกรุงเทพมหานครจึงต่างจากหลายพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังพึ่งพาสถานีบริการภายนอกและคู่สัญญาเป็นหลัก ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่าคำถามสำคัญของวิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขน้ำมันสำรองของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการกระจายเชื้อเพลิงให้ถึงมือผู้ใช้ในเวลาที่ต้องการด้วย ต่อให้ประเทศยังมีน้ำมันอยู่ในถัง หากประชาชนเข้าถึงไม่ได้ หรือบริการจำเป็นบางประเภทซื้อน้ำมันไปใช้ไม่ได้ตามเงื่อนไขเดิม ผลกระทบก็ย่อมเกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง