จะทำอย่างไร ถ้า "ปุ๋ย" ไม่พอใช้? จะเกิดอะไรขึ้นกับเกษตรกร โจทย์ใหญ่รัฐบาล วิกฤตใกล้ตัวคนไทย

"วิกฤตปุ๋ยโลก" สะเทือนไทย เสี่ยงขาดแคลน ดันต้นทุนเกษตรพุ่ง กระทบค่าครองชีพทั้งประเทศ
วิกฤตรอบนี้ อาจจะไม่ได้เริ่มจาก “น้ำมัน” อย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่กำลังเริ่มจาก “ปุ๋ย” วัตถุดิบพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของภาคเกษตรไทย สิ่งที่ชาวนา ชาวสวน และชาวไร่ทุกคนต้องใช้ในทุกฤดูกาลผลิต
เหตุผลที่ต้องจับตาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะสถานการณ์ปุ๋ยในเวลานี้กำลัง “ตึงตัว” อย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะขาดแคลน โดยต้นเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่กำลังส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าโลก
เส้นทางเดินเรือสำคัญ โดยเฉพาะการขนส่งปุ๋ย ถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เรือสินค้าไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ ค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้น และเกิดความไม่แน่นอนในซัพพลายเชน
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า หากวันหนึ่ง “ปุ๋ย” เริ่มหายไปจากตลาดจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย
คำถามว่า “ปุ๋ยจะขาดแคลนหรือไม่” ไม่ใช่เพียงคำถามของภาคเกษตร แต่เป็นคำถามระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ เพราะหากประเทศไทยมีปุ๋ยไม่เพียงพอ ผลกระทบจะลามไปตั้งแต่เกษตรกร ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ไปจนถึงเงินเฟ้อและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สถานการณ์ล่าสุดเต็มไปด้วยความตึงเครียด พื้นที่อ่าวเปอร์เซียไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานของโลก แต่ยังเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ และมีเส้นทางลำเลียงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นั่นคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”
ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์สงคราม ทำให้การเดินเรือทำได้ยากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น และเกิดความล่าช้าในการขนส่ง
ที่สำคัญคือ ประเทศไทยเองก็พึ่งพาปุ๋ยจากเส้นทางนี้อย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะประเทศเกษตรกรรม “ปุ๋ย” จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือ “รากฐาน” ของการผลิตอาหาร และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจ
ในความเป็นจริง ประเทศไทยพึ่งพาปุ๋ยนำเข้ามากกว่าที่หลายคนคิด แม้จะมีการพูดถึงการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แต่ในเชิงโครงสร้าง ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะ “ยูเรีย” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเพาะปลูก
พืชเศรษฐกิจหลักของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง หรือปาล์มน้ำมัน ต่างยังต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตในระดับที่ตลาดต้องการ แม้ว่าจะมีการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์มากขึ้น แต่ระบบการผลิตโดยรวมยังไม่สามารถลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญคือ ประเทศไทยแทบไม่มีการผลิต “แม่ปุ๋ย” ในระดับอุตสาหกรรม ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากตะวันออกกลาง รัสเซีย หรือเอเชียกลาง
และประเทศเหล่านี้จำนวนมาก ต้องใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นเมื่อเส้นทางนี้มีความเสี่ยงสูง หรือเกิดการปิดกั้น การนำเข้าปุ๋ยก็มีโอกาสสะดุดทันที หากสงครามจบลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์อาจคลี่คลายได้ แต่หากยืดเยื้อ ตลาดปุ๋ยโลกก็จะยิ่งตึงตัวมากขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีปุ๋ยคงเหลือประมาณ 1.116 ล้านตัน และมีปุ๋ยยูเรียที่คาดว่าจะนำเข้าได้เพิ่มเติมอีก 0.037 ล้านตัน
ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนเพียงพอในภาพรวม แต่ในทางปฏิบัติ “ความต้องการใช้ปุ๋ย” ไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั้งปี ภาคเกษตรมีลักษณะเป็นฤดูกาล ช่วงเพาะปลูกจะมีความต้องการใช้ปุ๋ยสูงเป็นพิเศษ ดังนั้น หากการขนส่งสะดุดเพียง 1–2 เดือน และไปตรงกับช่วงที่เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยพอดี ก็อาจเกิดภาวะขาดแคลนเฉพาะพื้นที่ได้ทันที
สถานการณ์นี้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถรอได้ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
มาตรการแรก คือ การกระจายแหล่งนำเข้า โดยเร่งเจรจากับประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางฮอร์มุซ เช่น มาเลเซีย บรูไน คาซัคสถาน และรัสเซีย เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว
แนวคิดสำคัญคือ การกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน เพราะในภาวะวิกฤต การพึ่งพาแหล่งเดียวถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การเจรจาเหล่านี้ยังต้องใช้เวลา ทั้งในแง่ข้อตกลงการค้า การขนส่ง และราคาที่เหมาะสม
มาตรการที่สอง คือ การผลักดันเรือบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำ ให้สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยรัฐบาลได้ประสานงานทางการทูตกับหลายฝ่าย รวมถึงอิหร่าน หากสำเร็จ ปุ๋ยล็อตนี้จะเข้าสู่ระบบได้ทันที และช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดหลังเดือนเมษายน
มาตรการที่สาม คือ การปรับสูตรและแนวทางการใช้ปุ๋ย เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า โดยเน้นการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ ลดการใช้ยูเรีย และส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์ แนวทางนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ระยะสั้น แต่เป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต
กระทรวงเกษตร ถก 6 เอกชนผู้ผลิตปุ๋ย เร่งหาทางออกรับมือ ย้ำไม่ขึ้นราคา
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยภายในประเทศ รวมทั้งได้เร่งหารือแนวทางแก้ไขปัญหาระหว่างภาครัฐและเอกชนว่า ในวันนี้ได้เชิญบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยของไทยจำนวน 6 บริษัท เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงจากกรณีดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันในขณะนี้ มีเรือขนส่งปุ๋ยของผู้ประกอบการที่ลอยลำอยู่ในน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซ จำนวน 3 ลำ หรือประมาณ 250,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ยังคงอยู่ในกระบวนการรอการขนส่ง ส่วนสถานการณ์ปุ๋ยในประเทศไทยมีปริมาณปุ๋ยสำรองอยู่ 900,000 ตัน ซึ่งคาดว่าเพียงพอต่อความต้องการใช้ในขณะนี้
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปริมาณใช้ปุ๋ยในประเทศในสถานการณ์ปกติมีความต้องการจำนวน 6 ล้านตัน โดยขณะนี้มีสำรองในสต็อกจำนวน 9 แสนตัน และจะนำเข้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 1 ล้านตัน เพื่อให้เพียงพอสำหรับฤดูกาลผลิตในเดือน พ.ค. ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้เจรจากับผู้ประกอบการผลิตกระสอบปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบและมีราคาสูงขึ้น ภายหลังกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศให้ใช้วัสดุอื่นทดแทนพลาสติกได้ อาทิ กระดาษอัด ส่งผลให้ราคาพลาสติกลดลงทันที เป็นต้น
ด้าน น.ส.วรัญญา บุญญาวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย กล่าวว่า การเจรจาร่วมกันกับภาคเอกชนถือเป็นการหาทางออกใหม่ ๆ ร่วมกัน ซึ่งภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ นอกจากนี้ มาตรการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าปุ๋ยจะช่วยย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น สถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลายเร็วขึ้น
ขณะที่นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ผู้ประกอบการยืนยันไม่ขึ้นราคาปุ๋ย และปุ๋ยสูตรอื่นไม่ขาดแคลนแน่นอน ซึ่งมีความยินดีที่จะร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ จับมือเป็นทีมไทยแลนด์เพื่อหาทางออกให้เกษตรกรร่วมกัน ทั้งการหารือมาตรการราคาปุ๋ย การหาปุ๋ยสูตรทดแทน และแนวทางอื่น ๆ เพิ่มเติม
นายไพฑูรย์ ติโลกวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ปุ๋ยไวกิ้ง จำกัด กล่าวว่า ภาคเอกชนได้รับโอกาสที่ดีในการเจรจากับซัพพลายเออร์ คาดว่าจะสามารถอำนวยความสะดวกในการเจรจานำเข้าแม่ปุ๋ยได้ง่ายขึ้น และอาจมีแนวโน้มราคาที่ลดลง
แม้คำถามหลักจะอยู่ที่ “ปุ๋ยจะขาดหรือไม่” แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนและชัดเจนกว่า คือ “ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น” เกษตรกรจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ เพราะปุ๋ยเป็นต้นทุนหลัก คิดเป็น 30–50% ของต้นทุนการผลิตในหลายพื้นที่
หากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นเพียง 10–20% อาจทำให้กำไรของเกษตรกรหายไปทั้งฤดูกาล หรือบางกรณีอาจขาดทุนทันที
เมื่อราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตก็จะสูงขึ้น เกษตรกรบางส่วนอาจลดการใช้ปุ๋ย ส่งผลให้ผลผลิตลดลง คุณภาพลดลง และทำให้สินค้าเกษตรในตลาดลดลงสุดท้าย ราคาสินค้าเกษตรก็จะปรับตัวสูงขึ้น และนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะ “เงินเฟ้ออาหาร” ที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง นี่คือ “ลูกโซ่เศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
วิกฤตปุ๋ยจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ใกล้ตัวคนไทยทุกคน เพราะปลายทางของปัญหานี้คือ “ราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน”
ผู้บริโภคจะเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคส่งออกของไทยก็มีความเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น บทเรียนจากช่วงโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน แสดงให้เห็นว่า ราคาปุ๋ยสามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 100% ในช่วงวิกฤต และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสูงจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ซึ่งประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์นั้น
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ก็อาจเป็น “โอกาส” ให้ไทยปรับตัว ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี หันมาส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์ และพัฒนาการผลิตในประเทศ เพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
