รีเซต

NGO จับตาแผนทิ้ง ISS กลางทะเลสากลของ NASA จี้ใช้ UNCLOS เป็นกรอบรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมด้วย

NGO จับตาแผนทิ้ง ISS กลางทะเลสากลของ NASA จี้ใช้ UNCLOS เป็นกรอบรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมด้วย
TNN ช่อง16
24 มิถุนายน 2569 ( 15:41 )
4

แผนการปลดระวางสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เกี่ยวกับผลกระทบทางชีวภาพใต้ทะเลลึก พร้อมเรียกร้องให้ใช้ข้อผูกพันทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และพิธีสารลอนดอนปี 1996 เพื่อสร้างกรอบความรับผิดชอบต่อทะเลสากล

แผนการปลดระวาง ISS ของอเมริกา

ข้อมูลจากรายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของสหรัฐฯ (GAO) แผนการลดระดับและทำลายสถานีอวกาศ ISS จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีถึงกลางปี 2028 โดยในระยะแรกวงโคจรของสถานีจะค่อย ๆ ลดต่ำลงด้วยแรงต้านทางบรรยากาศตามธรรมชาติร่วมกับการจุดระเบิดควบคุมทิศทางโดยโมดูลในฝั่งของรัสเซีย  

หลังจากนั้นในกลางปี 2029 NASA มีกำหนดการจะส่งยานควบคุมการนำอวกาศวัตถุกลับคืนสู่บรรยากาศ (U.S. Deorbit Vehicle หรือ USDV) ซึ่งเป็นยานที่พัฒนาโดยบริษัท SpaceX ภายใต้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นไปเชื่อมต่อกับ ISS ยานลำดังกล่าวจะใช้เครื่องยนต์ขับดัน Draco จำนวน 46 ตัว ในการบังคับทิศทางและควบคุมความเร็ว  

จนกระทั่งในช่วงปลายปี 2030 ถึงต้นปี 2031 ยาน USDV จะทำหน้าที่จุดระเบิดครั้งสุดท้าย เพื่อนำสถานีอวกาศเข้าสู่บรรยากาศโลกให้เผาไหม้ และปล่อยให้เศษซากที่เหลือตกลงสู่จุดที่เรียกว่า "พอยต์ นีโม" (Point Nemo) ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ห่างไกลจากผืนดินและแหล่งชุมชนมากที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่  

แผนการปลดระวาง ISS ดีต่อคน แต่สิ่งแวดล้อมอาจจะยัง

อย่างไรก็ตาม แผนการฝัง ISS ลงสู่ห้วงมหาสมุทรกลับสร้างความกังวลให้กับนักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดย มาร์ก สปอลดิง (Mark Spalding) ประธานองค์กร The Ocean Foundation ให้ข้อมูลกับ Space.com เว็บบล็อกอวกาศชื่อดังว่า คอมมูนิวตีอวกาศในปัจจุบันยังไม่ได้ตระหนักหรือประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจังเพียงพอ  

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือความไม่แน่นอนของวัสดุตกค้างใต้สมุทร เนื่องจากโครงสร้างของ ISS มีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล แม้วัสดุส่วนใหญ่จะถูกเผาไหม้ไปในชั้นบรรยากาศ แต่ชิ้นส่วนโลหะและอุปกรณ์ที่มีความหนาแน่นสูงจะรอดพ้นการเผาไหม้และจมลงสู่ระบบนิเวศก้นบึ้งทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาหรือเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าวัสดุเหล่านั้นประกอบด้วยสารเคมีหรือโลหะชนิดใดบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลลึก  


แผนการปลดระวาง ISS อาจไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

นอกจากนี้ สปอลดิงยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมายระหว่างประเทศที่น่าวิตก ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศปี 1972 (Space Liability Convention) กำหนดให้ประเทศผู้ส่งวัตถุอวกาศต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเต็มจำนวนหากวัตถุนั้นตกใส่ดินแดนหรือทรัพย์สินของประเทศอื่น 

แต่กฎหมายดังกล่าวกลับไม่มีข้อบังคับคุ้มครองพื้นที่ทะเลสากลหรือผืนน้ำสากล ส่งผลให้หน่วยงานอวกาศทั่วโลกมักเลือกใช้มหาสมุทรเป็นพื้นที่รองรับขยะอวกาศ เนื่องจากไม่มีพันธะผูกพันทางกฎหมายที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บหรือฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางทะเลแต่อย่างใด  

จากการวิเคราะห์ข้อกฎหมายระหว่างประเทศฉบับล่าสุด ข้อตกลงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลสากลหรือสนธิสัญญาทะเลสากล (BBNJ Agreement) มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ทุกประเทศภาคีจะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับกิจกรรมใดๆ ในพื้นที่ทะเลสากลที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างหรือยังไม่มีความแน่ชัดทางวิทยาศาสตร์ 

เสนอแนวทางสร้างแผนการปลดระวาง ISS แบบโปร่งใส ตรวจสอบได้

ทางกลุ่มอนุรักษ์จึงเห็นว่าภารกิจทำลายสถานี ISS ซึ่งเป็นวัตถุอวกาศที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ควรถูกบังคับให้ดำเนินการตามข้อตกลงนี้อย่างเคร่งครัดด้วยเหมือนกัน

The Ocean Foundation จึงยื่นข้อเสนอให้ NASA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในประเด็นหลักก่อนเริ่มภารกิจเพื่อความโปร่งใส คือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบทั้งทางทะเลและชั้นบรรยากาศ การเปิดเผยรายชื่อวัสดุทั้งหมดที่จะตกสู่ก้นทะเลต่อสาธารณะ และการวิเคราะห์ข้อผูกพันทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และพิธีสารลอนดอนปี 1996 อย่างเข้มงวด  

"พื้นที่ทะเลสากลไม่มีเจ้าอธิปไตยคอยปกป้องหรือทวงถามความรับผิดชอบ มหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลสมควรได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายในระดับเดียวกับผืนแผ่นดินของนานาประเทศ 

และกรณีการปลดระวาง ISS ในครั้งนี้ คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าทำไมเราจึงต้องเร่งปิดช่องว่างทางกฎหมายนี้โดยเร็วที่สุด" — มาร์ก สปอลดิง ประธานองค์กร The Ocean Foundation  กล่าวทิ้งท้ายกับ Space.com

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง