นพ.บุญ เผย ‘ไม่สบายใจ’ ปมวัคซีน ชี้ทุกอย่างราชการเกินไป แนะผู้นำไทยขยันเจรจา โทรหา ‘ไบเดน’

นพ.บุญ เผย ‘ไม่สบายใจ’ ปมวัคซีน ชี้ทุกอย่างราชการเกินไป แนะผู้นำไทยขยันเจรจา โทรหา ‘ไบเดน’
มติชน
6 กรกฎาคม 2564 ( 15:43 )
22
นพ.บุญ เผย ‘ไม่สบายใจ’ ปมวัคซีน ชี้ทุกอย่างราชการเกินไป แนะผู้นำไทยขยันเจรจา โทรหา ‘ไบเดน’

นพ.บุญ ชี้ไทยแก้ปัญหาโควิดช้า ลั่น ‘มันอยู่ที่แอททิจูด’ เผย ‘ไม่สบายใจ’ ปมวัคซีน ชี้ราชการเกินไป แนะผู้นำไทยขยันเจรจา โทรหา ‘โจ ไบเดน’

 

 

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึง การบริหารสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทย ว่า ถ้าเราเทียบกับอาเซียน ก็ถือว่า ‘ไม่เลวร้าย’ ไปกว่าคนอื่นเท่าไหร่ นอกเหนือจากสิงคโปร์ กับบรูไน แต่ถ้าเทียบกับทั่วโลก เทียบประเทศที่เจริญแล้ว เราแก้ปัญหา ‘ช้า’ กว่าเขามาก

 

 

 

“ ‘มันอยู่ที่แอททิจูด’ เรียกว่า มองออกหรือไม่ ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น เพราะเราออกมาเตือนเป็นคนแรก ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่า ‘ต้องระวังให้ดี’ ไวรัสตัวนี้จะกลายพันธุ์ เอาไม่อยู่ ต้องอาศัยวัคซีนอย่างเดียว และต้องเป็นวัคซีนที่ดีด้วย เราทราบข่าวว่าเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งช่วงเมษายนที่เริ่มระบาดหนัก เราก็บอกว่า ‘ยิ่งกว่าฉุกเฉินแล้ว’ ณ ตอนนี้ เพราะว่าเอาไม่อยู่ เป็นกันวันละ 1,500 – 2,000 ราย สาธารณสุขเรารับไม่ได้ ต้องรีบเอาวัคซีนเข้ามา จนตอนนี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่า วัคซีน mRNA ดีที่สุด สำหรับป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ สำคัญที่สุด ป้องกันการแพร่ระบาดได้ด้วย เพราะถ้าเราปล่อยให้ระบาดอย่างนี้ นอกจากเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว เศรษฐกิจพังหมด เราต้องปิดประเทศ”

 

 

นพ.บุญกล่าวเสริมว่า ที่สำคัญ บ้านเราไม่ใช่ว่ารวย เรามีคนที่หาเช้า-กินค่ำ กว่า 10 ล้านคน คนพวกนี้เดือดร้อนที่สุด เขาไม่มีรายได้ แล้วเราเห็นคนตายทุกวัน ค่อนข้างเยอะ แต่ช่วยไม่ได้

 

 

“ในฐานะแพทย์ ‘เราไม่สบายใจ’ ทำไมเราต้องเจอสภาพนี้ เพราะฉะนั้น วัคซีนเป็นหัวใจสำคัญ พูดกี่ทีผมก็ต้องย้อนกลับไปที่ ‘วัคซีน’ ทุกที เพราะการป้องกันคนนั้น ยากมากๆ ยิ่งประเทศไทย เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ เรามีน้อยกว่าคนจีน หรือฝรั่งเยอะ  จึงพยายามที่สุดที่จะเอาวัคซีนเข้ามา

 

 

 

ประเทศฟิลิปปินส์ ตอนนี้มีวัคซีน 8 ชนิด แล้วเขากำลังสั่งเพิ่มอีก 8 ชนิด แต่เราไปหวังพึ่งแอสตร้าเซนเนก้า ตัวเดียว ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วและต้นปีที่ผ่านมา แอสตร้าฯ ถูกคณะกรรมาธิการยุโรป (EU) ฟ้อง เพราะเกิดกรณีเช่น จะให้ส่ง 100 ขวด ได้แค่ 30 ขวด ผมเตือนแล้วว่า ‘แอสตร้าฯ จะมีปัญหานะ อย่าไปไว้ใจ รีบหาวัคซีนอื่นที่ดี เข้ามาเร็วที่สุด’ ตอนนี้วัคซีน mRNA ดีที่สุด ‘ไฟเซอร์’ ‘โมเดอร์นา’ ‘โนวาแว็กซ์ ’ ส่วน ซิโนแวค ใช้ได้ แต่ใช้ยามที่เราไม่มีในช่วงแรก ต้องรีบเอาตัวอื่นมา ไม่ใช่ว่าใช้ ซิโนแวค จนกลายเป็นตัวยืน ซึ่งมันไม่ได้ผลในไวรัสกลายพันธุ์ โดยเฉพาะ ‘เดลต้า’ ถ้าสายพันธุ์ ‘เบต้า’ ของ แอฟริกา ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งก็จบอยู่แค่นั้น ตรงที่ขั้นตอนของรัฐบาล” นพ.บุญกล่าว และว่า

 

 

‘ไฟเซอร์’ เกิดตั้งแต่พฤษจิกายน ปีที่แล้ว (2563) โมเดอร์นา เริ่มเกิด กุมภาพันธ์ (2564) ความจริงตั้งแต่เมษายน เราก็กระทุ้งรัฐบาลทุกวันเป็นการส่วนตัว ไม่อยากทำจดหมาย เพราะไม่อยากเป็นเรื่องเป็นราว แต่กว่าจะเลือกได้ กว่าจะคาดได้ว่า เอาเท่าไหร่ก็สิ้นเดือนนี้ กว่าจะไปสั่งทำน้ำยาอีก

 

 

“ผมไม่อยากพูดว่าจะเกิดอะไรในบ้านเมืองเรา เรื่องเงินไม่มีปัญหา ทางเรา (THG ) กลุ่มเดียว ก็เอาได้แล้ว 5 ล้านโดส สั่งมาก่อนก็ได้ ใครจะมาซื้อก็เอาไป ผมไม่ห่วงกำไร แต่ว่ามารุมโรงพยาบาลเอกชน ทำไมต้องใช้เวลาตั้ง 2 เดือนในการสอบถามความต้องการ ทุกอย่างเป็นราชการเกินไป อยู่ที่ความคิด (mentality) ของผู้บริหาร เข้าใจหรือไม่ว่า ‘จำเป็น’ โดยเฉพาะบุคลากรด่านหน้า ถ้าแพทย์ไม่มีวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Dose) ตัวนี้มา อย่างของเรา ตอนนี้พยาบาลอยู่ในไอซียู 2 คน ทั้งที่ฉีดซิโนแวค มา 2 เข็มแล้ว เรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และเดือดร้อน ปัญหาคือว่า ทำไมต้องล่าช้าอย่างนี้ ประเทศอื่นเขาแย่งกันอย่างกับทอง

 

 

“ผมรู้สันดานฝรั่งบางอย่างว่า 1. ’เรื่องจอง’ คุณไม่ต้องพูดถึง ต้อง ‘วางเงิน’ ถึงนับหนึ่ง หรือ 2.นายกฯ เราต้องโทรหาประธานาธิบดี โจ ไบเดน โดยตรง ว่าขอได้หรือไม่ เหมือนกับประเทศอื่นที่เขาทำกัน คุณต้องเริ่มวางเงินอย่างเดียว เขาถึงจะเริ่มนับ 1 ตอนนี้ตอบกลับมาเรียบร้อยแล้ว รองประธานบริษัทไฟเซอร์ บอกว่า จะช่วยเต็มที่ ประเทศเขาเข้มมาตรการ (protocol) มาก ในการทำอะไรต้องมีหลักฐานชัดเจน ไม่อย่างนั้นเขาตัดสินใจไม่ได้ เราจึงต้องไปทำสัญญา แล้วก็เริ่มนับ 1 ตั้งแต่ตอนนั้น แต่ถ้าเราพูดๆๆ ว่า ‘จอง’ ไม่ทำอะไร เขาก็ไม่ให้ ควอเตอร์ 3 ไม่ต้องพูดถึง เขาบอกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า ถ้าจอง ทำสัญญา ก็จะได้ควอเตอร์ 4 ซึ่งมันไม่ทันแล้ว ณ ตอนนั้น” นพ.บุญกล่าว

 

 

เมื่อถามว่า หากประเทศไทยได้รับวัคซีนไฟเซอร์มาแล้ว ควรจะฉีดให้กับกลุ่มใดก่อน ?

 

นพ.บุญกล่าว ถ้าได้วัคซีนไฟเซอร์มาแล้ว กลุ่มเสี่ยง กับคนสูงอายุ จำเป็นที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขาขึ้นมาก่อน

 

 

“คนทำงานก็สำคัญเหมือนกัน แต่ผมกลับห่วงน้อยกว่า เพราะเป็นไม่หนัก แต่ก็ทำลายเศรษฐกิจ ต้องปิดโรงงาน ปิดร้านอาหาร ทางที่ดี ต้องฉีดพร้อมกันทั้ง 2 กลุ่ม

 

 

ที่ห่วงอีกอย่าง คือกลุ่มนักเรียน เพราะตอนนี้ ไฟเซอร์ เป็นวัคซีนชนิดเดียวที่ฉีดในเด็ก 3 เดือน – 18 ปีได้ ก็อยากจะได้ไฟเซอร์เร็วที่สุด เพื่อมาฉีดเด็กของเรา เพราะสายพันธุ์ใหม่ เด็กเป็นกันเยอะมาก เข้าปอด อัตราการตายสูง พูดง่ายๆ ว่า ทั้งไฟเซอร์ และโมเดอร์นา สำคัญที่สุด ต้องเอามามากที่สุดเพื่อฉีด

 

 

ช่วงนี้ทุกคนต้องการมาก ก็ลำบาก อยู่ที่เราจะเร่งทำสัญญากับเขาแค่ไหน แต่ช่วงนี้ก็สายไปแล้ว กว่าจะเข้ามา กว่าจะอะไร รอควอเตอร์ที่ 4 ก็ไม่ไหว สำคัญคือเดือนนี้ และเดือนหน้า (ก.ค.-ส ค.) เป็นช่วงที่หนักที่สุดของเรา” นพ.บุญกล่าว

 

 

เมื่อถามถึงวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพ นอกเหนือจาก ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา

 

 

นพ.บุญเปิดเผยว่า ความจริง “สปุตนิก” ของรัสเซีย ก็ใช้ได้ รัสเซียก็ติดต่อตนมานานแล้วว่า จะให้นำเข้า สร้างโรงงานที่ไทย ตนมีหลักฐานชัดเจน สุดท้าย รัสเซียก็ไปสร้างที่เวียดนามแทน หรือไม่ ก็ใช้วัคซีนจาก “โปรตีนของไวรัส” ที่ประเทศคิวบา ทำ

 

 

“ตอนนี้มีวัคซีนตัวอื่นๆ เป็นทางเลือกขึ้นมาอีกเยอะมาก ดังนั้น ไทยต้องขยันหน่อย คุยกับคนนู้นคนนี้ หาวัคซีนที่จะเอามาแทน อย่างที่ว่า ฟิลิปปินส์มี 8 ชนิดแล้ว ก็ยังไปคุยขออีก 8 ชนิด แสดงว่า ‘วิสัยทัศน์ของผู้นำ คนละรูปแบบกันเลย’

 

 

ต้องมองออก ต้องตัดสินใจให้ดี และต้องเข้าใจ ดูทั่วโลกเขาเป็นอย่างไร ไม่ใช่มุ่งมั่นแต่ฉีดอย่างเดียว แล้วปัญหาต่างๆ ที่เราคิดว่าจะเกิด ก็เกิดจริงๆ แต่ไม่ได้คิดวางแผนที่จะแก้ไข” นพ.บุญกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง