ทำความรู้จัก “NB.1.8.1” โควิดสายพันธุ์หลักในไทย น่ากังวลแค่ไหน? แตกต่างจากเดิมอย่างไร?

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับ ไวรัสฮันตา โดยระบุว่า
ทำความรู้จัก “NB.1.8.1” โควิดสายพันธุ์หลักในไทย น่ากังวลแค่ไหน?
ท่ามกลางสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ที่ยังคงมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรมควบคุมโรคได้เปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศไทยได้ตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศ ซึ่งตรงกับสายพันธุ์ในสิงคโปร์ ข่าวนี้อาจทำให้หลายคนเริ่มกลับมาวิตกกังวล แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และระบาดวิทยาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับไวรัสที่มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนน่าตื่นตระหนก
ต้นกำเนิดและการกลายพันธุ์
หากย้อนดูแผนผังครอบครัวของไวรัสชนิดนี้ จะพบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ไม่ใช่สายพันธุ์ที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เป็นผลผลิตจากการผสมข้ามสายพันธุ์ (Recombinant) ที่ซับซ้อน โดยมีรากฐานมาจากสายพันธุ์ย่อยในตระกูล Omicron ที่เราคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะสายพันธุ์ JN.1 และ XDV.1 ซึ่งเคยระบาดใหญ่ทั่วโลกมาก่อน การผสมผสานทางพันธุกรรมนี้ทำให้ NB.1.8.1 ได้รับมรดกชิ้นสำคัญเป็นกลุ่มการกลายพันธุ์บนโปรตีนหนาม (Spike Protein) หลายตำแหน่ง เช่น การกลายพันธุ์ที่เรียกว่า A435S, Q493E และ T478I ซึ่งเปรียบเสมือนการเปลี่ยนโฉมหน้ากากของไวรัส ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเดิมของร่างกายมนุษย์จำหน้าตาของมันได้ยากขึ้น
เก่งขึ้นในการแพร่กระจาย แต่ไม่ได้ดุร้ายขึ้น
คุณลักษณะเด่นทางวิทยาศาสตร์ของสายพันธุ์ NB.1.8.1 คือความสามารถในการยึดเกาะกับตัวรับบนผิวเซลล์ของมนุษย์ได้เหนียวแน่นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ร่างกายและก่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า ประกอบกับความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีในระดับปานกลาง สายพันธุ์นี้จึงสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นมาเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในชุมชนได้อย่างรวดเร็ว โดยมีสถิติการตรวจพบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลายภูมิภาคทั่วโลก
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
แต่ ข่าวดีคือ "ความรุนแรงของโรคไม่ได้เพิ่มขึ้นตามความเร็วในการแพร่กระจาย" ข้อมูลเชิงคลินิกจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย มีไข้ ไอเล็กน้อย ปวดเมื่อยตามตัว และคัดจมูก ซึ่งเป็นลักษณะอาการที่ไม่แตกต่างจากสายพันธุ์กลุ่ม Omicron รุ่นพี่ และที่สำคัญคือ อัตราการเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูหรืออัตราการเสียชีวิตในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำ ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นเหมือนโควิดรุ่นแรกๆก่อนโอมิครอน
การตอบสนองต่อยาและการป้องกันในปัจจุบัน
ในแง่ของการรักษา ยาต้านไวรัสโควิด-19 ที่มีใช้ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งและรักษาผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ NB.1.8.1 ได้ดี เนื่องจากยังไม่มีการตรวจพบการกลายพันธุ์ในส่วนที่ส่งผลให้เกิดการดื้อยาต้านไวรัสอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในส่วนของวัคซีน แม้ว่าการกลายพันธุ์จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อลดลงไปบ้าง แต่การได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (โดยเฉพาะวัคซีนสูตรที่ปรับปรุงให้ตรงกับสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน) หรือการมีภูมิคุ้มกันจากการเคยติดเชื้อมาก่อน ยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งในการช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปง่ายๆคือ แม้ว่าโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 จะเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักรายใหม่ในประเทศไทย แต่ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ เราสามารถรับมือกับสายพันธุ์นี้ได้ด้วยความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนก การปฏิบัติตนตามมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลขั้นพื้นฐาน เช่น การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด การล้างมือบ่อยๆ และการเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นในกลุ่มเสี่ยง (กลุ่ม 608) ยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของไวรัสนี้ได้อย่างปลอดภัย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
