รีเซต

ทิศทางการเมืองไทยหลังแพทองธารพ้นตำแหน่ง ความไม่แน่นอนใหม่ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

ทิศทางการเมืองไทยหลังแพทองธารพ้นตำแหน่ง ความไม่แน่นอนใหม่ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ
TNN ช่อง16
29 สิงหาคม 2568 ( 17:38 )
3

ทิศทางการเมืองไทยหลังแพทองธารพ้นตำแหน่ง

การเมืองไทยเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 คำตัดสินนี้ไม่ได้ทำให้เพียงคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ยังเปิดฉากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกินเวลายาวนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี แต่คือจุดเริ่มต้นของการจัดวางอำนาจครั้งใหม่ที่ยังไม่ชัดเจนว่าปลายทางจะไปสิ้นสุดตรงไหน

ทันทีที่คำวินิจฉัยออกมา รองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดเดิมกลายเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ที่มีขอบเขตจำกัด ไม่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์หรืออนุมัติโครงการขนาดใหญ่ได้เต็มที่ ภาพนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ประเทศกำลังเผชิญสุญญากาศทางการเมือง แม้รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกไว้ แต่ก็ไม่สามารถปิดช่องว่างของการไร้อำนาจอย่างแท้จริงในเชิงปฏิบัติ ความว่างเปล่านี้มักจะไม่ยืนยาว เพราะการเมืองย่อมต้องหาผู้มาทดแทนและเติมเต็มเสมอ

กติกาตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องเปิดประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายในเวลาอันใกล้ กระบวนการนี้แม้ดูเรียบง่าย แต่ความจริงกลับซับซ้อน เพราะผู้ที่ถูกเสนอชื่อจำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 50 เสียงเพื่อเข้าสู่การลงคะแนน และต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาที่ทำหน้าที่อยู่ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงอย่างน้อย 247 เสียงจาก 495 เสียงในปัจจุบัน นี่คือโจทย์ใหญ่สำหรับทุกพรรคการเมือง เพราะไม่ว่าผู้ใดจะขึ้นมาเป็นผู้นำ ก็ต้องอาศัยพันธมิตรทางการเมืองที่หลากหลาย

ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย และอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ชัยเกษมแม้มีประสบการณ์ยาวนาน แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องสุขภาพและความสามารถในการดึงพันธมิตรให้ยืนข้างตน ส่วนอนุทินมีจำนวน ส.ส. ในมือมากและมีประสบการณ์ทางการเมืองสูง แต่การก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอาจทำให้สมดุลทางการเมืองเปลี่ยนไปและกดดันพรรคเพื่อไทยที่ยังถือครองเสียงจำนวนมากอยู่ การที่ชื่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกพูดถึงอีกครั้งแม้จะวางมือทางการเมืองไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน “การกลับมาของตัวละครเก่า” ก็ยังเป็นไปได้หากสมการการเมืองติดขัด

การสูญเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนแออย่างมาก เสียงในสภาลดลงเหลือเพียงเกินครึ่งเล็กน้อย หลังพรรคภูมิใจไทยถอนตัวไปก่อนหน้านี้ ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวในสภามีความเปราะบางทันที ความนิยมที่ตกลงหลังกรณีคลิปเสียงยังทำให้หลายฝ่ายมองว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคอาจเสียที่นั่งจำนวนมาก (โจทย์ของทักษิณ ชินวัตรในฐานะผู้กำหนดทิศทางคือ จะ “ยืนหยัดสู้” เพื่อรักษาอำนาจหรือจะ “ถอยตั้งหลัก” เพื่อรอโอกาสใหม่ในอนาคต)

สิ่งที่สังคมไทยเผชิญไม่ใช่แค่การหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่คือคำถามใหญ่เกี่ยวกับความต่อเนื่องของนโยบาย เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งการค้าชายแดนที่หดตัวลงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน การเจรจาการค้ากับสหรัฐที่ยังไม่เสร็จสิ้น และนโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือการขึ้นค่าแรงที่อาจหยุดชะงักทันทีที่เปลี่ยนรัฐบาล (ความจริงที่นักลงทุนกังวลที่สุดคือ “ความไม่ต่อเนื่อง” มากกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล)

ปัจจัยภายนอกก็เป็นอีกเงื่อนไขที่รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญ การเมืองไทยในช่วงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน รวมถึงการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ ล้วนต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและอำนาจเต็ม หากการเมืองไทยยังคงไร้ความชัดเจน นโยบายต่างประเทศอาจถูกจำกัด และนั่นอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก

เมื่อผู้นำการเมืองถูกปลดออกจากตำแหน่ง สังคมไทยต้องหันมาถามตัวเองว่า ประเทศจะเดินต่อไปอย่างไร จะใช้โอกาสนี้ในการสร้าง “สมดุลใหม่ที่ยั่งยืน” หรือจะกลับเข้าสู่วงจรความขัดแย้งซ้ำเดิมที่ยังไม่เคยหาทางออกได้จริง การเมืองไทยกำลังยืนอยู่ที่สี่แยกสำคัญ และทางเลือกที่ผู้นำรวมถึงประชาชนจะตัดสินใจในช่วงเวลานี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศในทศวรรษต่อไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง