รีเซต

ห่วง‘ทรัมป์’ป่วนหลังแพ้ SETแข็งลุ้นMSCIดึงโฟลว์

ห่วง‘ทรัมป์’ป่วนหลังแพ้ SETแข็งลุ้นMSCIดึงโฟลว์
ทันหุ้น
5 พฤศจิกายน 2569 ( 07:30 )

#หุ้นไทย #ทันหุ้น - “กูรู” มองดัชนีหุ้นไทยผันผวนหลังรู้ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ “เดโมแครต” ครองเสียงข้างมาก 2 สภา จับตา “ทรัมป์” หวั่นออกนโยบายทิ้งทวนช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้ก่อนอำนาจลดลง  แต่มีลุ้น 12 พฤศจิกายน MSCI เพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย จากปีนี้ SET ให้ผลตอบแทนสูง 19% หนุนเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ไหลเข้า เปิดหุ้นน่าลงทุน BTG-TFG-AWC-ERW-BH-BDMS-CRC-COM7- AOT-KBANK-BBL  -TISCO- BDMS-HMPRO  

รศ.ดร.บุญธรรม  รจิตภิญโญเลิศ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเชิงมหภาค เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า การที่พรรคเดโมแครตที่พลิกกลับมาชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา จากกระแสความไม่พอใจในตัวประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องสงครามอิหร่านและปัญหาค่าครองชีพ จะยังไม่ส่งผลต่อโอกาสเกิดการถอดถอนทรัมป์ เพราะประชาชนยังมุ่งเน้นเรื่องปากท้อง ขณะเดียวกันเดโมแครตยุคนี้ไม่มีแกนนำที่เก๋าเกมระดับ แนนซี เพโลซี ทำให้ยังยากที่จะไปคานอำนาจหรือหักกับทรัมป์ได้เต็มที่ และกังวลว่า ทรัมป์ อาจปล่อยพฤติกรรมที่ไม่แน่นอนออกมาจนสร้างความผันผวนให้ตลาด  โดยเฉพาะปีหน้าที่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น

 โดยแนะนำเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นมูลค่าในสหรัฐ เช่น กลุ่มธนาคาร (Bank) และ Healthcare และพันธบัตรสหรัฐ  ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์สามารถถือต่อได้แต่ไม่ควรเพิ่มน้ำหนัก ขณะที่กลุ่มพลังงานหมุนเวียนจะดูดีขึ้นจากแรงหนุนของเดโมแครต ด้านทองคำจะมีความผันผวนมากขึ้นจากเรื่องนโยบายและผู้เล่นในตลาดที่มากขึ้น ส่วนหุ้นไทยมองเป็นสินทรัพย์ระดับกลางๆ เหมาะแก่การถือเพื่อกระจายความเสี่ยง

@หุ้นไทยผันผวน

นายณัฐชาต  เมฆมาสิน  IAA ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยกับ  "ทันหุ้น" ว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ผวนสูงมาก โดยในช่วงเช้าร่วงหนัก 20.95 จุด ตามตลาดหุ้นสหรัฐและเอเชีย จากผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่ตลาดไม่ได้คาดว่าพรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูงไว้ก่อนหน้า ทำให้ความกังวลว่าเมื่อพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่รัดกุมมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และเศรษฐกิจ และตลาดหุ้น

 ทั้งนี้หลังจากที่ตลาดรับรู้ปัจจัยดังกล่าวสักระยะแล้ว นักลงทุนที่ชะลอการลงทุนก่อนหน้าและโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อเห็นดัชนีร่วงแรงถึงจุดน่าสนในลงทุน จึงกลับมาซื้อทำให้ดัชนีทยอยฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและกลับมาเป็นบวกได้  โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำมัน

@ลุ้น MSCI อัพน้ำหนัก

สำหรับแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยคาดว่าในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนจะผันผวน ซึ่งตลาดอาจใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการย่อยข่าวการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ และในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนพฤศจิกายนตลาดให้น้ำหนักของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐน้อยลง และกลับมาพิจารณาการลงทุนจากปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น เรื่องของกำไรของบจ.ไตรมาส 3 ซึ่งหากกำไรบจ.ออกไม่นำไปสู่การปรับลดประมาณการ เชื่อว่าดัชนีจะทยอยฟื้นตัวขึ้น เพราะแวลูเอชั่นหุ้นไทยตอนนี้ถือว่าถูกมากขึ้น

รวมถึงมีโอกาสในวันที่ 12 พฤศจิกายน MSCI จะมีการเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI Emerging Markets จากที่ดัชนีหุ้นไทยปีนี้ให้ผลอตอบแทนที่โดดเด่นในตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน  (4 พ.ย.) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.24% ทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยมากขึ้น  โดยมองเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ 1,600 จุด

อย่างไรก็ตามในช่วง 1-2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ก่อนสภาใหม่ของสหรัฐ จะเข้ารับตำแหน่งในต้นปีหน้า ต้องระวังเรื่องนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจะใช้อำนาจส่งท้ายออกมาตรการหรือนโยบายที่เซอร์ไพรส์ตลาด เช่น ประเด็น Trade War หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการลงทุน

@เปิดหุ้น 5 ธีมลงทุน

สำหรับหุ้นแนะนำลงทุนเลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวคือ กลุ่มหุ้นฟาร์มสัตว์บก  คือ  BTG และ TFG จากมาร์จิ้นที่ฟื้นตัวจากผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในครึ่งปีแรก 2569  ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ มีแนวโน้มปรับตัวย่อลง, กลุ่มโรงแรมในประเทศ คือ  ERW  และ AWC ได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซันการท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ขนาดใหญ่รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อหัว ของนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้จะมีการปรับตัวเลขนักท่องเที่ยวลงก็ตาม

กลุ่มค้าปลีกเฉพาะทาง คือ CRC และ COM7เนื่องจากมีสินค้าเฉพาะตัวที่ฟื้นตัวได้ดี เช่น สินค้า ไอที  Gadget รวมถึงสินค้าแฟชั่น  กลุ่ม Defensive ในการช่วยป้องกันพอร์ตจากความผันผวนของตลาดช่วงต้นเดือน แนะนำ 2 กลุ่มคือ  กองรีท แนะนำ   3BBIF  และ กลุ่มเฮลธ์แคร์ซึ่งสอดคล้องกับธีมการลงทุนระดับโลกจากพรรคเดโมแครตให้การสนับสนุนเรื่องสุขภาพ แนะนำ BH  และ BDMS

นายเอกภาวิน  สุนทราภิชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ทันหุ้น" ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงจนทำให้ค่า P/E ลงมาอยู่ที่ระดับ 13 - 14 เท่า จากเดิมที่เคยซื้อขายในระดับประมาณ 16 เท่า ทำให้น่าสนใจลงทุนมากขึ้น  เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ อาทิ อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ กำไรบจ.ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยที่สูงถึงประมาณ 5% ต่อปี

ทั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการหาจังหวะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อเมื่อราคาหุ้นย่อตัว (Buy on Dip) และถือลงทุนในระยะเวลาประมาณ 3-5 เดือนข้างหน้า เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่ดีขึ้นในปี 2570 โดยหุ้นน่าสนใจสะสม ได้แก่ AOT KBANK   BBL  TISCO BDMS และ HMPRO  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง