“เอกนิติ”ทุ่ม 1 แสนล้านปรับ“พลังงานภาคขนส่ง-อัพสกิล 6 ล้านแรงงาน”

#ทันหุ้น “เอกนิติ”เดินหน้ายุทธศาสตร์ยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูง ดันงบ 1 แสนล้านปรับเปลี่ยนพลังงานด้านขนส่ง พร้อมอัพสกิล 6 ล้านแรงงานรับ 7 อุตสาหกรรมในอนาคต ตั้งเป้าจีดีพีโต 3% บวก ลงทุนแตะ 30% ขึ้นแท่น Top 20 ประเทศขีดแข่งขันสูง ย้ำคุมวินัยการคลังเพดานหนี้ไม่เกิน 70%ประกาศเป้าหมาย 7 อุตสาหกรรมอนาคตจันทร์หน้า
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อThailand’s Path to High-Income Status เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง ในงานสัมมนาประจำปีของ The Standard ว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่านกรอบการดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ใช้วงเงินงบประมาณจากการกู้เงิน 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าสะอาดในระลอกแรก ซึ่งใช้วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทควบคู่กับการเตรียมงบประมาณอีกกว่า 1 แสนล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานในภาคการขนส่ง พร้อมยกระดับทักษะแรงงานกลุ่มเป้าหมาย 6 ล้านคน และปักหมุดตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ (KPIs) ที่ชัดเจน เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
ทั้งนี้ ในวงเงิน 1 แสนล้านบาทแรกนั้น รัฐบาลได้นำไปปรับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ มีการอนุมัติวงเงินเบื้องต้นประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น 5 หมื่นล้านบาทสำหรับการอุดหนุนภาคประชาชนในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าสะอาดกลับเข้าสู่ระบบ Smart Grid ได้ และอีก 2 หมื่นล้านบาทสำหรับการพัฒนาระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า
ทุ่มแสนล้านปรับพลังงานภาคขนส่ง
ส่วนวงเงินที่เหลืออีกกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลมีแผนที่จะนำไปใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง โดยเน้นแก้ปัญหาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพงจากต่างประเทศ โดยมุ่งเป้าไปที่ภาคการขนส่งซึ่งพึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลและเบนซินในปริมาณสูง ได้แก่ รถบรรทุก และรถกระบะ
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานน้ำมันบนดินหรือพลังงานทดแทนที่ผลิตได้ภายในประเทศ เช่น น้ำมัน E20 ซึ่งเป็นส่วนผสมเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง และ น้ำมัน B20 หรือไบโอดีเซล) พร้อมส่งเสริมการลงทุนและการผลิตรถกระบะที่รองรับพลังงานทดแทนเหล่านี้ในประเทศไทย
“การใช้วงเงินแสนล้านบาทในส่วนนี้จะช่วยยิงนกทีเดียวได้หลายตัว ทั้งลดการนำเข้าน้ำมัน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และกระจายรายได้กลับคืนสู่ภาคเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง”
ยกระดับทักษะ 6 ล้านแรงงาน
นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ การพัฒนาคนซึ่งเป็นเสาหลักที่สามของยุทธศาสตร์ โดยกลุ่มเป้าหมายมุ่งเน้นไปที่ผู้มีรายได้น้อยจากฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ในช่วงอายุ 20–60 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 6 ล้านคน
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อน รัฐบาลจับมือร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน ในการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อยกระดับและเพิ่มพูนทักษะ(Upskill & Reskill) เน้นการฝึกอบรมทักษะที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่โดยตรง เช่น เทคโนโลยีพลังงานโซลาร์เซลล์ และอุตสาหกรรมยานยนต์/ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มนี้มีทักษะติดตัวและสามารถสร้างรายได้ที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน
กำหนดตัวชี้วัด“ทีมไทยแลนด์"
ดร.เอกนิติยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้กำหนดตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ (KPIs) ในระยะยาวอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ในการนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงที่มีการกระจายรายได้สู่ธุรกิจทุกระดับและภาคแรงงานอย่างเป็นธรรม โดยมีตัวชี้วัดสำคัญคือ 1.อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าหมายขยายตัวที่ 3%+ ขึ้นไป 2.สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP (Investment Ratio) ผลักดันเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศจากปัจจุบันอยู่ที่ 22% ให้บรรลุเป้าหมายที่ 30% ของ GDP
3.ยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจากอันดับที่ 26 เข้าสู่ Top 20 ให้ได้ภายใน 3–4 ปี 4.ตัวชี้วัดการลงทุนจริงและการจ้างงาน โดยผลงานล่าสุดในไตรมาสที่ 3 การลงทุนจริงขยายตัวประมาณ 27% เกิดการจ้างงานใหม่มากกว่า 1 แสนคน และสร้างมูลค่าการเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น (Local Supply Chain) กว่า 6 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดตั้งความร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ใน 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตรสมัยใหม่, แปรรูปอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, EV และWellness โดยวางโครงสร้างการทำงานแบบ "ทีมไทยแลนด์" ที่มีภาคเอกชนเป็น กองหน้าในการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน และมีรัฐบาลทำหน้าที่เป็นกองกลางในการปลดล็อกกฎระเบียบประสานงานกับมหาวิทยาลัยเพื่อผลิตกำลังคน และสนับสนุนการลงทุน
ขณะที่ ผู้กำกับนโยบายการเงินและสถาบันการเงินทำหน้าที่เป็นกองหลังในการดูแลเสถียรภาพ แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ทั้งนี้ ในวันจันทร์หน้าจะจัดให้มีการแถลงเป้าหมายของทีมไทยแลนด์
ชูนโยบาย Disclosure "เปิดแผลเก่า"
สำหรับทิศทางนโยบายของกระทรวงการคลังนั้น เขากล่าวว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้กรอบความคิด"สติดี" (STI DEE) เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง ยกระดับความโปร่งใส และปรับปรุงประสิทธิภาพของภาครัฐ
ทั้งนี้ ในส่วนของ STI นั้น จะประกอบด้วย S (Stabilize Today) คือ การดูแลและรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้มีความแข็งแกร่ง ,T (Transition) คือ การสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์และการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์พลังงานสะอาด และ I (Invest / Investment) คือ การส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศ
ในส่วนของคำว่า DEE จะประกอบด้วย D (Disclosure) , E (Easy) และ E (Efficiency) ซึ่งทั้ง 3 คำจะหมายถึงการเปิดเผยปัญหาทางการคลังอย่างโปร่งใส เพื่อเปิดแผล ให้เห็นสภาพปัญหาทางการคลังที่แท้จริง ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลย้อนหลังทั้งหมด เช่น ตัวเลขงบประมาณ และข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลางย้อนหลังทั้งหมด เพื่อส่อง "สปอตไลต์" ให้เห็นว่าข้อมูลและโครงการต่างๆ มีปัญหาอย่างไรขณะเดียวกัน จัดทำข้อมูลงบประมาณแบบ Visible Data ปรับรูปแบบข้อมูลให้สว่างและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
“การเปิดข้อมูลในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สามารถนำข้อมูลไปประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์งบประมาณและเจาะลึกรายโครงการได้ง่ายขึ้นว่าเหตุใดบางโครงการถึงมีลักษณะดังกล่าว เพื่อให้ทุกฝ่ายรับรู้สภาพปัญหาและช่วยกันเสนอความคิดเห็นในการทำให้ระบบการคลังของประเทศไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น”
ย้ำไม่ขยายกรอบเพดานหนี้
ส่วนสถานการณ์หนี้สาธารณะและวินัยทางการคลังนั้น ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ตนยังคงยึดมั่นในหลักการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดและเปรียบเสมือนเป็นกองหลังที่เข้มแข็งของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการขาดดุลงบประมาณ ปีงบ 2569 ที่ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.4% ของ GDP ลงมาอยู่ที่ 3.4% ของ GDP
ทั้งนี้ ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ปรับมุมมองต่อสถานะของรัฐบาลไทยจากแนวโน้มเชิงลบ (Negative Outlook) มาเป็น แนวโน้มมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) อีกทั้งยังช่วยให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 2% ต่ำกว่าหลายประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาทิ สหรัฐอเมริกา สัดส่วนเกือบ 5%, อินโดนีเซีย เกือบ8%, มาเลเซีย 4%, และสิงคโปร์ 2.5%
“เราวางเป้าหมายที่จะปรับลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายใน 3 ปีข้างหน้า ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ และจะควบคุมไม่ให้เกินเพดาน 70 % ของ GDP โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 67-68% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศในโลก”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
