งานวิจัยใหม่พบ อาหารเสริมโอเมกา 3 ไม่ช่วยชะลออัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม

ผลการศึกษาฉบับใหม่จากนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (USC) สหรัฐอเมริกา ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร eBioMedicine ในเครือ The Lancet เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 พบว่า การรับประทานอาหารเสริมโอเมกา-3 ขนาดสูงจากน้ำมันสาหร่ายเป็นเวลา 2 ปี ไม่ได้ช่วยพัฒนาความจำ ความสามารถด้านการคิด หรือชะลอการสูญเสียเนื้อสมองในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ แม้ว่าระดับโอเมกา-3 ในสมองจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนก็ตาม
งานวิจัยดังกล่าวนำโดย ศ.นพ.ฮุสเซน ยัสซีน (Dr. Hussein Yassine) ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาและผู้อำนวยการศูนย์ Center for Personalized Brain Health แห่ง Keck School of Medicine, University of Southern California
ทำไมจึงมีการศึกษานี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยเชิงสังเกตจำนวนมากพบว่า ผู้ที่มีระดับโอเมกา-3 สูง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่รับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน มักมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ต่ำกว่า
ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความเชื่ออย่างแพร่หลายว่า การรับประทานอาหารเสริมโอเมกา-3 อาจช่วยป้องกันการเสื่อมของสมองได้
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยต้องการทดสอบให้ชัดเจนว่า การเพิ่มโอเมกา-3 ผ่านอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว สามารถสร้างผลลัพธ์ต่อสมองได้จริงหรือไม่
ศึกษากับใครบ้าง
การศึกษานี้เป็นการทดลองทางคลินิกแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม และปกปิดข้อมูลทั้งผู้เข้าร่วมและนักวิจัย (Randomized Double-Blind Placebo-Controlled Trial) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดของการวิจัยทางการแพทย์
ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 365 คน อายุระหว่าง 55–80 ปี
ทุกคนมีลักษณะร่วมกันคือ
ยังไม่เป็นโรคสมองเสื่อม
มีระดับโอเมกา-3 ในร่างกายต่ำ
มีปัจจัยเสี่ยงต่ออัลไซเมอร์อย่างน้อย 1 ข้อ เช่น
โรคอ้วน
ขาดการออกกำลังกาย
ความดันโลหิตสูง
คอเลสเตอรอลสูง
นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมมียีน APOE4 ซึ่งเป็นปัจจัยทางพันธุกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์
นักวิจัยทำการทดลองอย่างไร
ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มทดลอง
ได้รับ DHA จากสาหร่ายในปริมาณสูงถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 24 เดือน
กลุ่มควบคุม
ได้รับยาหลอก (Placebo) ที่ไม่มีสารออกฤทธิ์
ทั้งสองกลุ่มได้รับวิตามินบีรวมเหมือนกัน เพื่อควบคุมตัวแปรที่อาจมีผลต่อการทำงานของสมอง
ตลอดระยะเวลาการศึกษา ผู้เข้าร่วมได้รับการตรวจ
การทำงานของสมองและความจำ
การเจาะเลือด
การสแกนสมองด้วย MRI
การวัดระดับโอเมกา-3 ในน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง
ผลลัพธ์ที่พบ
ผลการตรวจยืนยันว่าอาหารเสริมสามารถเพิ่มระดับโอเมกา 3 ได้จริง
ระดับโอเมกา 3 ในเม็ดเลือดแดงเพิ่มจาก 4.9% เป็น 11%
ขณะที่ระดับ DHA ในน้ำหล่อเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17% ภายใน 6 เดือน
หมายความว่าโอเมกา 3 สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านสุขภาพสมองกลับพบว่า
- ความจำไม่ดีขึ้น
- ความสามารถด้านการคิดไม่ดีขึ้น
- ไม่สามารถชะลอการฝ่อของฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นศูนย์กลางความจำของสมองได้
- ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่ได้รับโอเมกา-3 กับกลุ่มยาหลอก
ยัสซีนกล่าวว่า “แม้เราจะเห็นระดับโอเมกา-3 ในสมองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้หรือความจำ”
แ
แล้วโอเมกา 3 ยังมีประโยชน์หรือไม่
คำตอบคือ ยังมีประโยชน์
นักวิจัยไม่ได้สรุปว่าโอเมกา3 ไม่มีผลต่อสมอง แต่ชี้ให้เห็นว่า การรับประทานอาหารเสริมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะป้องกันภาวะสมองเสื่อม
ยัสซีนอธิบายว่า ในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน ผู้ที่มีระดับโอเมกา-3 สูงมักมีสุขภาพสมองที่ดีกว่า แต่คนเหล่านั้นไม่ได้พึ่งอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว
พวกเขามักมีพฤติกรรมสุขภาพอื่นร่วมด้วย เช่น
- รับประทานปลาเป็นประจำ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- นอนหลับเพียงพอ
- มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
- มีความเครียดต่ำ
- รับประทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย
ดังนั้น ประโยชน์ของโอเมกา3 อาจเกิดขึ้นเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพโดยรวม ไม่ใช่จากการกินอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว
ผู้เชี่ยวชาญภายนอกมองอย่างไร
นพ.ริชาร์ด ไอแซกสัน (Dr. Richard Isaacson) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแห่ง Institute for Neurodegenerative Diseases of Florida ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษา กล่าวว่า โอเมกา 3 ยังคงเป็นสารอาหารสำคัญต่อสุขภาพสมอง โดยเฉพาะในผู้ที่มียีน APOE4
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า หากบุคคลยังมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารแปรรูปมาก ไม่ออกกำลังกาย หรือมีโรคเรื้อรัง การรับประทานโอเมกา-3 เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
