“น้ำท่วม” ดันเคลมรถพุ่ง กดดัน “ธุรกิจประกัน” จับตาค่าซ่อม-สินไหมหลังน้ำลด

สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดเริ่มคลี่คลายในบางพื้นที่ แต่ภาระของเจ้าของรถและธุรกิจประกันภัยยังไม่จบ เพราะหลังน้ำลดคือช่วงที่ความเสียหายจริงเริ่มปรากฏ ตั้งแต่รถที่ซ่อมได้ ไปจนถึงรถจมน้ำหนักจนเข้าข่าย ความเสียหายสิ้นเชิง หรือ Total Loss
โจทย์จากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “น้ำลดเมื่อไร” แต่คือ รถเสียหายกี่คัน ต้องจ่ายสินไหมเท่าไร และยอดเคลมที่เพิ่มขึ้นจะกดดันต้นทุนธุรกิจประกันมากแค่ไหน
ย้อนน้ำท่วมใต้ รถเสียหายแตะ 3 หมื่นคัน
หากย้อนดูน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ในปีที่ผ่านมา จะเห็นขนาดความเสียหายที่ธุรกิจประกันต้องเผชิญ โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยประเมินว่า เฉพาะพื้นที่หาดใหญ่มีรถยนต์ได้รับความเสียหายประมาณ 9,000–12,000 คัน และหากรวมพื้นที่ภาคใต้ รถเสียหายประมาณ 25,000–30,000 คัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายจากรถยนต์ราว 11,000–13,000 ล้านบาท
ตัวเลขระดับหมื่นล้านบาทเฉพาะความเสียหายจากรถยนต์ สะท้อนให้เห็นความสำคัญของประกันภัย เพราะผู้ที่มีความคุ้มครองน้ำท่วมสามารถลดภาระเงินก้อนสำหรับการซ่อมหรือชดเชยความเสียหาย และเหลือเงินไว้ฟื้นฟูบ้านหรือรองรับรายได้ที่อาจสะดุดจากภัยพิบัติ
อย่างไรก็ตาม การมีประกันรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าทุกกรมธรรม์คุ้มครองเหมือนกัน โดยประกันรถยนต์ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนประกันประเภท 2+ และ 3+ ต้องตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ว่าได้ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมไว้หรือไม่
หลังเกิดเหตุ คปภ.แนะนำให้ผู้เอาประกัน ถ่ายภาพความเสียหาย เก็บหลักฐาน และตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ก่อนยื่นเรียกร้องค่าสินไหม รวมถึงเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนรถ และเอกสารอื่นตามที่บริษัทประกันร้องขอ
คปภ.แบ่งรถน้ำท่วม 5 ระดับ เริ่ม 8,000 บาทถึง Total Loss
ระดับน้ำที่เข้าไปในรถมีผลโดยตรงต่อความเสียหายและค่าซ่อม โดย คปภ.กำหนดแนวทางมาตรฐานการซ่อมรถยนต์น้ำท่วมออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ A น้ำถึงพรมพื้นรถ ค่าซ่อมประมาณ 8,000–10,000 บาท ระดับ B น้ำถึงเบาะนั่ง 15,000–20,000 บาท ระดับ C น้ำถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า 25,000–30,000 บาท และระดับ D น้ำถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ค่าซ่อมตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป
ส่วนระดับ E คือ รถยนต์จมน้ำทั้งคัน บริษัทประกันจะพิจารณาความเสียหายตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ หากเข้าข่าย Total Loss จะชดใช้ค่าสินไหมตามเงื่อนไขและทุนประกัน
ตัวเลขค่าซ่อมในแต่ละระดับเป็นแนวทางประเมินเบื้องต้น ไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันจะได้รับเงินจำนวนเดียวกัน เพราะยังต้องพิจารณาความเสียหายจริงและความคุ้มครองของกรมธรรม์แต่ละฉบับ
สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV การประเมินมีความซับซ้อนขึ้น เพราะต้องตรวจสอบความเสียหายของแบตเตอรี่ร่วมกับตัวรถ รวมถึงข้อกำหนดของผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่น หากไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย ความเสียหายของแบตเตอรี่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา Total Loss
กรุงเทพฯ รอประเมินความเสียหายจริงหลังน้ำลด
สำหรับน้ำท่วมกรุงเทพฯ รอบล่าสุด ความเสียหายของรถแต่ละคันอาจแตกต่างจากเหตุการณ์หาดใหญ่ เนื่องจากระดับน้ำและระยะเวลาที่รถแช่น้ำแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
รถที่น้ำเข้าถึงเพียงพื้นหรือเบาะ ย่อมมีต้นทุนซ่อมต่างจากรถที่จมน้ำถึงคอนโซลหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ดังนั้น จำนวนรถที่ถูกน้ำท่วมเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่สามารถสะท้อนภาระสินไหมทั้งหมดได้
อีกข้อจำกัดคือ ในช่วงที่น้ำยังสูง บริษัทประกันอาจยังไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจรถในบางพื้นที่ได้ ทำให้ ยอดเคลมและมูลค่าความเสียหายจริงจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นหลังน้ำลด
ในมุมธุรกิจ หากความเสียหายเฉลี่ยต่อคันต่ำกว่าหาดใหญ่ ก็อาจช่วยลดภาระสินไหมเฉลี่ย แต่จำนวนรถที่เข้าสู่กระบวนการเคลมพร้อมกันยังสร้างแรงกดดันต่อผู้สำรวจ รถยก อู่ซ่อม และระบบจัดการสินไหมของบริษัทประกัน
วิริยะฯ พบรถน้ำท่วมเสียหายแล้วกว่า 4,000 คัน
สัญญาณของยอดเคลมเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดย วิริยะประกันภัย รายงานข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการสินไหมในพื้นที่อุทกภัยทั่วประเทศ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 พบรถยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว กว่า 4,000 คัน และอยู่ระหว่างตรวจสอบและประเมินความเสียหายเพื่อดำเนินการด้านสินไหม
บริษัทประกันหลายแห่งจึงเร่งเตรียมทั้งช่องทางรับแจ้งเหตุ ทีมสำรวจ รถยก และเครือข่ายอู่ซ่อม เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นหลังระดับน้ำลด
จุดสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการรับแจ้งเคลม แต่คือความสามารถในการ สำรวจรถ ประเมินว่าจะซ่อมหรือ Total Loss จัดหาอะไหล่ และส่งรถเข้าสู่อู่ได้เร็วเพียงใด
เพราะสำหรับเจ้าของรถ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถประกอบอาชีพ ทุกวันที่รถยังใช้งานไม่ได้หมายถึงต้นทุนและรายได้ที่หายไปเพิ่มเติมจากความเสียหายโดยตรงของตัวรถ
น้ำท่วมกดดันต้นทุนธุรกิจประกัน
เมื่อยอดเคลมเพิ่มขึ้น คำถามสำคัญคือจะกระทบต่อธุรกิจประกันมากเพียงใด
ภาระที่ต้องจับตาไม่ได้มีเพียง จำนวนรถที่แจ้งเคลม แต่รวมถึงค่าซ่อม ราคาอะไหล่ สัดส่วนรถที่กลายเป็น Total Loss ตลอดจนต้นทุนการจัดทีมสำรวจ รถยก และเครือข่ายอู่ซ่อม
กรณีน้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา แม้มูลค่าความเสียหายจากรถยนต์ถูกประเมินไว้สูงถึง 11,000–13,000 ล้านบาท แต่สมาคมประกันวินาศภัยไทยประเมินว่า ภาระสินไหมหลังการประกันภัยต่อยังอยู่ในระดับที่ระบบสามารถบริหารจัดการได้ และฐานเงินกองทุนของอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับน้ำท่วมรอบปัจจุบัน ผลกระทบที่แท้จริงต่ออัตราสินไหมของอุตสาหกรรมยังต้องรอข้อมูลหลังบริษัทประกันสามารถเข้าสำรวจพื้นที่และประเมินรถได้ครบมากขึ้น
น้ำท่วมรอบนี้ เบี้ยประกันยังไม่ขึ้นทันที
อีกประเด็นที่เจ้าของรถจับตาคือ ยอดเคลมน้ำท่วมจะทำให้เบี้ยประกันปีหน้าแพงขึ้นหรือไม่
การเกิดน้ำท่วมครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าบริษัทประกันจะปรับเบี้ยทันที เพราะการกำหนดเบี้ยต้องพิจารณาหลายปัจจัย ตั้งแต่สถิติสินไหม ต้นทุนค่าซ่อม ราคาอะไหล่ เงินเฟ้อ ไปจนถึงระดับความเสี่ยงของผู้เอาประกันและพื้นที่
สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้จึงเป็น ยอดสินไหมจริง ค่าซ่อม และสัดส่วนรถ Total Loss หากต้นทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและเกิดภัยน้ำท่วมถี่ขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าวอาจถูกนำมาประกอบการประเมินราคาและเงื่อนไขความคุ้มครองในอนาคต
สำหรับเจ้าของรถ การต่ออายุกรมธรรม์จึงไม่ควรดูเฉพาะราคาเบี้ย แต่ต้องตรวจด้วยว่า กรมธรรม์คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่ วงเงินเท่าไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง
ส่วนน้ำท่วมรอบนี้ สิ่งที่ธุรกิจประกันต้องพิสูจน์คือ ความสามารถในการบริหารยอดเคลมจำนวนมากหลังน้ำลด ตั้งแต่การสำรวจรถ จัดหาอู่ซ่อม ไปจนถึงการจ่ายสินไหม เพราะท้ายที่สุด ต้นทุนที่แท้จริงของน้ำท่วมไม่ได้จบวันที่น้ำลด แต่จะสะท้อนผ่านยอดเคลม ค่าซ่อม และภาระสินไหมที่จะทยอยชัดเจนขึ้นหลังจากนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
