รีเซต

น้ำลด ภาระไม่จบ "เช็กประกันบ้าน-ธุรกิจ" รับมือค่าฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

น้ำลด ภาระไม่จบ "เช็กประกันบ้าน-ธุรกิจ" รับมือค่าฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
TNN ช่อง16
5 ตุลาคม 2569 ( 18:42 )
10

น้ำลดไม่ได้หมายความว่าภาระทางการเงินจะจบลงทันที เพราะหลังน้ำท่วม ครัวเรือนต้องใช้เงินซ่อมบ้านและทรัพย์สิน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระทั้งค่าซ่อมอาคาร เครื่องจักร สินค้าเสียหาย รวมถึงรายได้ที่หายไประหว่างกิจการหยุดชะงัก

สิ่งที่ต้องตรวจหลังน้ำลดจึงมีตั้งแต่ สิทธิช่วยเหลือและประกันภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย ไปจนถึงประกันทรัพย์สินและประกันธุรกิจหยุดชะงักของโรงงาน เพื่อประเมินว่าเงินส่วนใดสามารถเรียกร้องได้ และส่วนใดต้องเตรียมสภาพคล่องรองรับเอง

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.

รัฐบาลวางระบบ ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อรองรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติของประชาชน โดยกำหนดเริ่มความคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ทำให้เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันดังกล่าวยังอยู่ภายใต้แนวทางช่วยเหลือเดิม

โครงการวางเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดย ครม.เห็นชอบกรอบงบประมาณค่าเบี้ยรวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นประกันภัยที่อยู่อาศัย 15,000 ล้านบาท และประกันอุบัติเหตุกลุ่ม 500 ล้านบาท ครอบคลุมภัยน้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว รวมถึงกรณีเสียชีวิตตามเงื่อนไขที่กำหนด

วงเงินความคุ้มครองของระบบถูกวางไว้สูงสุดประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มกลไกประกันภัยเข้ามารองรับความเสียหาย แทนการพึ่งงบประมาณเยียวยาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากค่าเบี้ยประกันที่อยู่อาศัยประมาณ 15,000 ล้านบาทต้องรองรับวงเงินความคุ้มครองที่สูงกว่าหลายเท่า ระบบจึงต้องใช้ ประกันภัยต่อ หรือ Reinsurance เพื่อกระจายความเสี่ยงออกไปยังตลาดต่างประเทศ

แนวทางที่สมาคมประกันวินาศภัยไทยเสนอ คือให้บริษัทประกันในประเทศรับความเสี่ยงรวมกันประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกระจายไปยังผู้รับประกันภัยต่อ โดยพิจารณาบริษัทประกันที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งเข้าร่วมโครงการ

น้ำท่วมก่อน–หลัง 1 ต.ค. ใช้เกณฑ์ต่างกัน

สำหรับช่วงรอยต่อก่อนระบบประกันภัยพิบัติมีผล รัฐบาลยังใช้มาตรการช่วยเหลือเดิม โดยเหตุอุทกภัยที่เกิดในช่วง 15 พฤษภาคม–30 กันยายน 2569 ใช้เกณฑ์เงินช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน

ผู้ได้รับผลกระทบต้องเข้าเงื่อนไขที่กำหนด เช่น บ้านอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือ และมีความเสียหายตามหลักเกณฑ์ โดยได้รับความช่วยเหลือหนึ่งครั้งต่อครัวเรือน

ผู้ประสบภัยควรแจ้งความเสียหายและตรวจสอบสิทธิกับเขตหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงสามารถดำเนินการผ่าน แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตามช่องทางที่รัฐบาลกำหนด พร้อมตรวจสอบการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อรองรับการโอนเงิน

ส่วนเหตุที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป จะเข้าสู่ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยพื้นที่เสียหายต้องเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนด ก่อนพิจารณาความเสียหายของที่อยู่อาศัยแต่ละหลัง

แนวทางการเคลมที่ คปภ.เตรียมนำมาใช้คือการแจ้งเหตุผ่านโทรศัพท์มือถือ ให้ประชาชนถ่ายภาพความเสียหายของบ้านส่งเข้าสู่ระบบ พร้อมใช้ข้อมูลตำแหน่งของภาพประกอบการตรวจสอบ เพื่อลดขั้นตอนและช่วยให้การพิจารณาสินไหมรวดเร็วขึ้น

กรณีน้ำท่วมกำหนดการจ่ายส่วนแรก 10,000 บาทต่อหลังต่อภัย และสามารถพิจารณาจ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง รวมสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังต่อภัย โดยตั้งเป้าจ่ายเงินส่วนแรกภายใน 15 วันตามกระบวนการที่กำหนด

ดังนั้น วันที่เกิดเหตุและหลักฐานความเสียหายจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะเข้าสู่มาตรการช่วยเหลือเดิมหรือระบบประกันภัยพิบัติใหม่


โรงงานต้องเช็ก 3 จุด อาคาร–เครื่องจักร–สินค้า

สำหรับภาคธุรกิจ การมีประกันไม่ได้หมายความว่าความเสียหายจากน้ำท่วมทั้งหมดจะได้รับการชดเชย ผู้ประกอบการต้องตรวจกรมธรรม์ว่า ทรัพย์สินอะไรอยู่ในรายการเอาประกัน และวงเงินน้ำท่วมมีเท่าไร

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ประกันสำหรับธุรกิจของกรุงเทพประกันภัยระบุว่า ทรัพย์สินที่สามารถเอาประกันได้มีทั้งอาคาร สต็อกสินค้า เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ โรงงานจึงควรตรวจอย่างน้อย 3 ส่วน คือ อาคาร เครื่องจักร และสินค้า

อีกจุดสำคัญคือการตรวจความคุ้มครองน้ำท่วม เพราะบางกรมธรรม์แยกวงเงินภัยน้ำท่วมออกจากความคุ้มครองหลัก

ตัวอย่างประกัน SME Total ของกรุงเทพประกันภัยกำหนดวงเงินภัยน้ำท่วมไว้ที่ 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความคุ้มครองหลัก และมีค่าเสียหายส่วนแรก 10% หรือขั้นต่ำ 10,000 บาท แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า ตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์

จึงไม่ควรเข้าใจว่า จำนวนเงินเอาประกันทั้งหมดคือวงเงินที่จะได้รับจากความเสียหายน้ำท่วมเสมอไป หากความเสียหายเกินวงเงินหรือมีค่าเสียหายส่วนแรก ธุรกิจยังต้องใช้เงินสดของตัวเองเข้ามารองรับ

IAR ช่วยคุ้มครองทรัพย์สิน แต่ต้องดูเงื่อนไขน้ำท่วม

สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ อีกหนึ่งรูปแบบคือ Industrial All Risks หรือ IAR ซึ่งเป็นประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินที่สามารถจัดความคุ้มครองและเบี้ยประกันให้เหมาะสมกับลักษณะความเสี่ยงของแต่ละกิจการ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องตรวจรายละเอียดของกรมธรรม์ โดยเฉพาะวงเงิน เงื่อนไขน้ำท่วม ข้อยกเว้น และค่าเสียหายส่วนแรก เพราะแต่ละกิจการอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน

นอกจากนี้ น้ำท่วมไม่ได้กระทบเพียงทรัพย์สินภายในโรงงาน แต่ยังอาจกระทบ การเดินทางของแรงงาน การขนส่งวัตถุดิบ เครื่องจักร คลังสินค้า และการส่งมอบสินค้า

การฟื้นฟูจึงต้องทำควบคู่กับการวางเส้นทางขนส่งสำรอง ผู้ให้บริการทางเลือก และการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อให้กิจการกลับมาเดินเครื่องได้เร็วที่สุด

เคลมโรงงาน ต้องเก็บหลักฐานให้ครบ

หลังตรวจสอบความคุ้มครองแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือการเตรียมหลักฐานเพื่อเรียกร้องค่าสินไหม เพราะบริษัทประกันต้องตรวจทั้งสาเหตุและมูลค่าความเสียหาย

แนวทางการเคลมประกันภัยทรัพย์สินของ MSIG ระบุให้ผู้เอาประกัน ถ่ายภาพหรือวิดีโอทรัพย์สินที่เสียหาย พร้อมจัดเตรียมใบเสนอราคาซ่อม ใบเสร็จ และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง

สำหรับโรงงาน ควรแยกรายการความเสียหายเป็นหมวด เช่น อาคาร เครื่องจักร วัตถุดิบ และสินค้าคงคลัง พร้อมเชื่อมภาพความเสียหายเข้ากับรายการทรัพย์สินและใบเสนอราคาซ่อม เพื่อให้ฝ่ายบัญชี ฝ่ายผลิต และผู้สำรวจประกันสามารถตรวจสอบร่วมกันได้ง่ายขึ้น

MSIG ระบุว่า ระยะเวลาพิจารณาตามกระบวนการปกติอยู่ที่ประมาณ 15 วันเมื่อได้รับเอกสารที่จำเป็นครบถ้วน ส่วนการจ่ายเงินโดยปกติอยู่ภายใน 15 วันนับจากวันที่ตกลงจำนวนค่าสินไหมแล้ว ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์และรายละเอียดของแต่ละกรณี

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับบริษัทประกันให้ชัดเจนว่าเอกสารครบหรือไม่ และยังต้องส่งข้อมูลใดเพิ่มเติม เพราะความล่าช้าของเอกสารอาจกระทบต่อแผนเงินสดสำหรับฟื้นฟูกิจการ


โรงงานซ่อมเสร็จ แต่รายได้หาย ประกัน BI อาจช่วยได้

อีกความเสียหายที่สำคัญแต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวทรัพย์สินโดยตรงคือ รายได้ที่หายไประหว่างกิจการหยุดผลิต

แม้โรงงานจะได้รับเงินชดเชยค่าซ่อมอาคารหรือเครื่องจักร แต่ระหว่างที่ยังผลิตสินค้าไม่ได้ กิจการอาจยังมีค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน และค่าเช่าโรงงาน

ความคุ้มครองที่เข้ามารองรับความเสี่ยงส่วนนี้คือ Business Interruption Insurance (BI) หรือประกันธุรกิจหยุดชะงัก

ข้อมูลของ MSIG ระบุว่า ประกันประเภทนี้สามารถให้ความคุ้มครองกำไรที่สูญเสียและค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น เงินเดือน ค่าเช่าสำนักงาน และค่าเช่าโรงงาน ตามขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ การหยุดชะงักต้องเกิดจากความเสียหายของทรัพย์สินอันเนื่องมาจากภัยที่กรมธรรม์คุ้มครอง ดังนั้น หากโรงงานหยุดเพราะน้ำท่วม ต้องตรวจทั้งว่าประกันทรัพย์สินคุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่ และได้ซื้อความคุ้มครอง Business Interruption ไว้หรือไม่

น้ำลด แต่ธุรกิจต้องวางแผนเงินฟื้นฟูต่อ

สำหรับผู้ประกอบการ การฟื้นตัวหลังน้ำท่วมจึงต้องมองมากกว่าค่าซ่อมทรัพย์สิน โดยต้องประเมินพร้อมกันทั้ง เงินเคลม ค่าเสียหายส่วนแรก เงินสดสำรอง รายได้ที่หายไป และระยะเวลาที่ต้องใช้กว่าจะกลับมาผลิตเต็มกำลัง

ประกันที่เหมาะสมสามารถช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องได้ แต่ความเร็วในการกลับมาดำเนินธุรกิจยังขึ้นอยู่กับเครื่องจักร แรงงาน วัตถุดิบ ระบบขนส่ง และความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานด้วย

หากภัยน้ำท่วมเกิดถี่ขึ้น การบริหารความเสี่ยงจึงไม่ควรจบเพียงการซื้อประกัน แต่ควรทำพร้อมกับ แผนป้องกันน้ำ แผนผลิตสำรอง แผนขนส่ง และแผนบริหารสภาพคล่อง

เพราะหลังน้ำลด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทั้งครัวเรือนและธุรกิจไม่ใช่เพียงการได้รับเงินชดเชย แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินประกันและเงินฟื้นฟูช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตและสร้างรายได้ได้เร็วที่สุด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง