ภัยพิบัติใกล้ตัว รัฐเดินหน้าประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน

ภัยพิบัติกำลังเปลี่ยนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว มาเป็น ความเสี่ยงใกล้ตัวที่กระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของครัวเรือน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำ พายุรุนแรง หรือแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักและเพิ่มภาระงบประมาณในการฟื้นฟู
คนไทยกังวลน้ำท่วม-ดินถล่มสูงถึง 84.29%
ผลสำรวจของ สวนดุสิตโพล พบว่า คนไทยกังวลภัยพิบัติ โดย น้ำท่วมและดินถล่มสร้างความกังวลถึง 84.29% รองลงมาคือพายุและมรสุม 63.74% ส่วนแผ่นดินไหวอยู่ที่ 58.50% ขณะที่ 73.13% มีความเชื่อมั่นต่ำต่อการรับมือของภาครัฐ
หากดูจากผลสำรวจจะเห็นว่า ภัยที่ประชาชนกังวลมากที่สุดล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สามารถสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่
ความกังวลดังกล่าวมีพื้นฐานจากการรับรู้ว่า ภัยธรรมชาติมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น โดยส่วนใหญ่มองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุสำคัญ นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่าพฤติกรรมของมนุษย์กำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ
แม้ประชาชนพยายามลดความเสี่ยงด้วยตัวเอง โดยส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ แต่การเตรียมพร้อมเฉพาะระดับบุคคลอาจไม่เพียงพอ หากระบบเตือนภัย การอพยพ โครงสร้างพื้นฐาน และการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุยังทำงานไม่ทันกับความเสียหาย
ตัวเลขความเชื่อมั่นที่อยู่ในระดับต่ำจึงสะท้อนว่า รัฐบาลต้องขยับจากการรอจัดสรรเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การสร้าง ระบบบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น และลดความผันผวนของงบประมาณเมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ซึ่งนำมาสู่แนวคิดให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติครอบคลุมครัวเรือนทั่วประเทศ
รัฐซื้อประกันภัยพิบัติ ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน
ความกังวลของประชาชนกำลังผลักให้รัฐบาลเปลี่ยนวิธีรับมือภัยพิบัติ จากเดิมที่ต้องรอประเมินความเสียหายและจัดสรรงบเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการเตรียมวงเงินคุ้มครองไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ภาระความเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินเพียงฝ่ายเดียว
การประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการจัดทำ ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยรัฐบาลเป็นผู้ซื้อกรมธรรม์แทนประชาชน และกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ถือกรมธรรม์หลัก
รัฐบาลจะซื้อประกันภัยให้ครอบคลุมประชาชน 30 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะต้องจ่ายเบี้ยปีละ 15,000–15,500 ล้านบาท เพื่อแลกกับวงเงินคุ้มครองรวมประมาณ 75,000 ล้านบาท สำหรับภัยน้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว
หากดูจากวงเงินคุ้มครองรวมจะมีขนาดประมาณ 5 เท่าของเบี้ยที่รัฐจ่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกครัวเรือนจะได้รับเงินเท่ากัน เพราะระบบประกันใช้หลักการเฉลี่ยและกระจายความเสี่ยงจากครัวเรือนทั่วประเทศ โดยจ่ายสินไหมเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบและเข้าเงื่อนไขของกรมธรรม์
รัฐบาลประเมินว่า แนวทางนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณที่ต้องใช้เยียวยาผู้ประสบภัยในแต่ละปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30,000–45,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับการจ่ายเบี้ยประกันปีละกว่า 15,000 ล้านบาท
การนำระบบประกันมาใช้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดต้นทุนรับมือภัยพิบัติในแต่ละปีได้ชัดขึ้น ขณะที่ประชาชนมีโอกาสได้รับเงินช่วยเหลือรวดเร็วกว่าการรออนุมัติงบเยียวยา หากเกิดภัยครั้งใหญ่พร้อมกันหลายพื้นที่ วงเงินคุ้มครองรวม 75,000 ล้านบาท และระบบประกันภัยต่อจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการรองรับความเสียหาย
น้ำท่วมจ่าย 10,000 บาท บ้านเสียหายคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท
เมื่อรัฐเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเยียวยามาใช้ระบบประกัน สิ่งที่ประชาชนต้องเข้าใจคือ การเกิดภัยพิบัติไม่ได้หมายความว่าทุกครัวเรือนจะได้รับเงินสูงสุดทันที แต่การจ่ายจะแบ่งเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าสินไหมตามความเสียหายจริง
หลักเกณฑ์เบื้องต้นที่รัฐบาลเปิดเผยไว้ ระบุว่า กรณีน้ำท่วมจะจ่ายส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อครัวเรือน ส่วนพายุและแผ่นดินไหวจ่ายส่วนแรก 5,000 บาท บ้านที่ได้รับความเสียหายสามารถขอค่าสินไหมเพิ่มเติมได้ โดยวงเงินรวมเคลมประกันสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากภัยที่อยู่ในความคุ้มครองจะได้รับ 2 ล้านบาทต่อราย
สำหรับวงเงิน 100,000 บาท เป็นเพดานจ่ายสินไหมรวมต่อครั้งต่อครัวเรือน หากได้รับเงินส่วนแรกไปแล้ว บริษัทประกันจะนำจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมที่ประเมินตามความเสียหายจริงแล้วจึงจ่ายเงิน ไม่ใช่จ่ายเพิ่มอีก 100,000 บาท
ในระยะแรก เมื่อหน่วยงานรัฐรับรองพื้นที่ประสบภัยและข้อมูลบ้านเรือนแล้ว บริษัทประกันจะจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับข้อมูลและเอกสารครบถ้วน ส่วนผู้ที่เสียหายมากกว่าวงเงินเบื้องต้นจะต้องยื่นหลักฐานเพื่อขอรับเงินเพิ่มเติม
ในระยะต่อไป รัฐบาลมีแนวทางให้ประชาชนแจ้งเหตุผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รับเงินผ่านพร้อมเพย์ และนำข้อมูลภัยพิบัติ ภาพถ่าย รวมถึง AI มาช่วยวิเคราะห์ความเสียหาย วิธีนี้อาจลดเวลาในการส่งเจ้าหน้าที่สำรวจบ้านทีละหลัง แต่ประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับความถูกต้องของฐานข้อมูลและหลักเกณฑ์รับรองพื้นที่ประสบภัย
สำหรับประชาชน เงินส่วนแรกมีเป้าหมายช่วยประคองค่าใช้จ่ายเร่งด่วน ไม่ได้ครอบคลุมมูลค่าบ้านหรือทรัพย์สินทั้งหมด
ส่วนธุรกิจประกัน ภายใต้วงเงินคุ้มครอง 75,000 ล้านบาท ภาระการจ่ายเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันรายใดรายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและระบบการประกันภัยต่อ เพื่อกระจายความเสียหายจากภัยครั้งใหญ่ไม่ให้กระจุกอยู่ในประเทศ
เบี้ยประกัน 15,000 ล้านบาท เขย่าธุรกิจประกันวินาศภัย
สำหรับธุรกิจประกันวินาศภัย โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการรับงานจากภาครัฐ แต่เป็นการรับความเสี่ยงขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจังหวัด หากน้ำท่วม พายุ หรือแผ่นดินไหวสร้างความเสียหายในวงกว้าง บริษัทที่เข้าร่วมจึงต้องมีเงินกองทุนและระบบบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่งเพียงพอ
สมาคมประกันวินาศภัยไทยประเมินว่า เบี้ยประกันภัยจากรัฐก้อนใหม่ประมาณ 15,000 ล้านบาท จะทำให้ตลาดประกันวินาศภัยที่มีเบี้ยอยู่ราว 295,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มกว่า 5% โดยมีบริษัทผ่านเกณฑ์เบื้องต้นประมาณ 25 แห่ง และจะกระจายความเสี่ยงบางส่วนไปยังตลาดประกันภัยต่อต่างประเทศ
แม้เบี้ยประกันที่เข้าสู่ระบบจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่บริษัทประกันต้องรองรับวงเงินความรับผิดรวมสูงถึง 75,000 ล้านบาท หรือประมาณ 5 เท่าของเบี้ยที่ได้รับ จึงไม่สามารถให้บริษัทแต่ละแห่งแยกรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้ในบัญชีของตัวเองได้
สมาคมประกันวินาศภัยมีแนวคิดจัดตั้งระบบประกันภัยต่อแบบกองกลาง หรือ Reinsurance Pool โดยให้บริษัทประกันในประเทศรับความเสี่ยงรวมกันไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติครั้งเดียวกระทบฐานะการเงินของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยทั้งระบบ
การคัดเลือกบริษัทเข้าร่วมโครงการจึงอาจเข้มงวดกว่าธุรกิจประกันทั่วไป โดยมีข้อเสนอให้บริษัทประกันที่จะเข้าร่วมต้องมี อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio อยู่ที่ 180–200% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายที่ 140% รวมถึงต้องมีผลประกอบการเป็นกำไรต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์เหล่านี้ยังเป็นแนวทางเบื้องต้นและต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
บริษัทประกันขนาดใหญ่ที่มีเงินกองทุนแข็งแกร่ง ระบบข้อมูลพร้อม และสามารถเข้าถึงตลาดประกันภัยต่อได้ จึงมีโอกาสได้เปรียบ ขณะที่บริษัทประกันขนาดเล็กอาจมีส่วนร่วมได้จำกัด เพราะไม่สามารถรับความเสี่ยงเกินศักยภาพทางการเงินของตัวเอง
การแข่งขันในตลาดประกันภัยพิบัติจากนี้จึงไม่ได้วัดกันเฉพาะขนาดของเบี้ย แต่จะวัดจากความสามารถในการประเมินพื้นที่เสี่ยง บริหารข้อมูล จ่ายสินไหมรวดเร็ว และจัดหาประกันภัยต่อในต้นทุนที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเปิดเผยวิธีคัดเลือกบริษัทและโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้ตรวจสอบได้ เพราะเป็นการนำงบประมาณประชาชนไปซื้อความคุ้มครองระยะยาว
ท้ายที่สุด บริษัทประกันภัยทำหน้าที่กระจายผลกระทบทางการเงิน แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงทางกายภาพลดลง หากไทยไม่ลงทุนด้านระบบเตือนภัย การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน ต้นทุนเบี้ยประกันและค่าสินไหมอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
สรุปประเด็น
แนวคิดประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารความเสี่ยงของภาครัฐ จาก “เกิดภัยแล้วค่อยเยียวยา” ไปสู่ “เตรียมวงเงินคุ้มครองไว้ล่วงหน้า” ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ด้วยเบี้ยประมาณ 15,000–15,500 ล้านบาทต่อปี และวงเงินคุ้มครองรวมประมาณ 75,000 ล้านบาท
หากระบบเดินหน้าได้ตามแผน นอกจากช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือเร็วขึ้นแล้ว ยังจะสร้างเบี้ยก้อนใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมประกันวินาศภัย แต่โจทย์สำคัญคือการกระจายความเสี่ยงผ่าน Reinsurance การคัดเลือกบริษัทประกันอย่างโปร่งใส และการลงทุนป้องกันภัยพิบัติควบคู่กัน เพราะ ประกันช่วยรับความเสียหายทางการเงิน แต่ไม่สามารถหยุดน้ำท่วม พายุ หรือแผ่นดินไหวได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
