"GM" อ่วมสงคราม น้ำมันพุ่ง-ต้นทุนบวม แต่รถแพงยังขายดี

General Motors ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านกำลังสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนให้กับบริษัท โดยเฉพาะส่วนของพลังงานและโลจิสติกส์ แต่อีกด้านหนึ่ง ความต้องการซื้อรถยนต์ราคาสูงของผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่ง และยังไม่เห็นสัญญาณชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ
Mary Barra ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ระบุว่า GM ยังคงติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ แต่จนถึงขณะนี้ โครงสร้างการขายรถยนต์ของบริษัทยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง
ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ที่ GM จำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 52,000 ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาเฉลี่ยของรถใหม่ทั้งอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 49,275 ดอลลาร์ สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงยอมรับราคาที่สูงขึ้นได้
แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐจะปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายน จากความกังวลด้านราคาพลังงานและผลกระทบของสงคราม แต่ยอดขายรถยนต์ของ GM กลับยังคงมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายอดขายไตรมาสแรกลดลงร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงผิดปกติในปีที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาสินค้าคงคลังที่ตึงตัว โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่
ด้านต้นทุน Mary Barra ระบุว่า ปัจจัยที่ยังต้องจับตาคือระยะเวลาของความขัดแย้ง และผลกระทบต่อซัพพลายเชน รวมถึงโครงสร้างต้นทุนในระยะยาว
บริษัทประเมินว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาชิป DRAM ซึ่งใช้ในระบบดิจิทัลของรถยนต์ จะเพิ่มภาระต้นทุนรวมประมาณ 1,500 ล้านถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ GM ระบุว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น และชะลอการจ้างงานบางตำแหน่ง
ส่วนซัพพลายเชน ผู้บริหารยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบจากสถานการณ์สงคราม โดยทีมจัดหายังคงสามารถรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือ การปรับทิศทางการส่งออกรถยนต์ โดย GM ได้เบนการจัดส่งรถบางส่วน โดยเฉพาะรถกระบะและ SUV ที่ทำกำไรสูง ไปยังตลาดสหรัฐแทนตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
Mary Barra มองว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดตะวันออกกลางอาจกลับมาเป็นโอกาสการเติบโตอีกครั้ง
ภาพรวมของสถานการณ์ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่ดีมานด์ของผู้บริโภคยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม
และในเกมที่ต้นทุนพุ่งสูงผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ขายได้มากที่สุดแต่คือบริษัทที่สามารถรักษากำไรได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก