"เมทาเวิร์ส (metaverse)" คืออะไร?

"เมทาเวิร์ส (metaverse)" คืออะไร?
Oopsoi5
19 ตุลาคม 2564 ( 12:54 )
837
"เมทาเวิร์ส (metaverse)" คืออะไร?

เมทาเวิร์ส (metaverse) คือแนวคิดที่บริษัทด้านเทคโนโลยี นักการตลาด และนักวิเคราะห์ กำลังพูดถึงกันอย่างมากว่า จะเป็นสิ่งล้ำยุคในโลกอนาคต ที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางแห่งอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จากเฟซบุ๊ก (Facebook) และทิม สวีนีย์ จากเอปิกเกมส์ (Epic Games) กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากวันนี้ TrueID รวบรวมข้อมูลของเทคโนโลยีดังกล่าวมาทราบแล้ว

 

เมทาเวิร์ส (metaverse) คืออะไร

 

Metaverse ไม่ใช่เป็นศัพท์ใหม่ เพราะได้มีการถูกพูดถึงในนิยายทางวิทยาศาสตร์มานานแล้ว ที่ชัดที่สุดคือ นิยายเรื่อง Snow Crash ของนีล สตีเฟนสัน (Neal Stephenson) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1992 หรือแม้แต่ในภาพยนต์ชื่อดังอย่าง The Metrix หรีอ Ready Player One ที่กล่าวถึงว่ามีอีกโลกเสมือนจริงที่อยู่ขนานกับโลกแห่งความจริงได้ 

ว่ามันคือการเชื่อมต่อกันอย่างเป็นเนื้อเดียวของโลก VR (Virtual Reality) กับ AR (Augmented Reality) หรือจะหมายความว่าเป็นยุคของอินเทอร์เน็ตแบบ 3 มิติก็ยังได้ ที่เราจะ log on ผ่านเฮดเซตไม่ใช่หน้าจอเพื่อการจับเนื้อหาและความเคลื่อนไหว ผู้ใช้ไม่ใช่แค่ผู้ “ดู” อย่างตอนนี้ แต่จะเป็นผู้เข้าไป “ท่อง” ในจักรวาลเสมือนจริงร่วมกับทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการได้เลยทีเดียว

 

ทำไมมันจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ

Metaverse ซึ่งถือเป็นการบรรจบของเทคโนโลยีอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น 

- Internet of Things / 5G กับความเร็วของ Internet ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้โลกเสมือนนี้เป็นจริงได้ 

- VR (Virtual Reality), AR (Augmented Reality), กับการเข้าถึงโลกใหม่แบบ 3 มิติ

- Crypto Currency / NFT, กับการใช้จ่าย ซื้อสินค้าที่เป็น NFT แบบ online ได้อย่างโปร่งใส มั่นใจ โดยไม่ต้องมึคนกลาง

จากปัจจุบันที่เราใช้เวลาในโลกออนไลน์กันอย่างมากมายตั้งแต่ตื่นนอนมา โดยเฉพาะในช่วงโควิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นตื่นเช้ามาเช็คข่าวจาก Twitter เข้าไปคุยกับเพื่อนๆ ใน Line ทำงานผ่าน Zoom แวะเข้าไปเช็คข่าวเพื่อนๆ ใน Facebook สั่งอาหารจาก Lineman หรือ Grab ใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking หรือ Digital Wallet  สุดท้ายมาดูหนังฟังเพลงก่อนนอนกับ Spotify และ Netflix หรือ Disney+

 

แต่สำหรับ Metaverse จะเป็นมากกว่านั้นเราสามารถเข้าสู่โลกเสมือนที่รวมทุกสิ่งอย่างเข้าไว้ด้วยกัน เป็นที่ที่เราจะสามารถจะเป็นคนแบบไหนก็ได้ผ่านเทคโนโลยี Virtual Reality หรือแว่นสามมิติ เข้าไปคุย ไปเจอกับคนที่บางครั้งเราก็ไม่อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวจริงเค้าเป็นใครเข้าไปทำงานใน Virtual Office ได้รับเงินและใช้จ่ายเงินเป็นคริปโทเคอร์เรนซีและ NFT สามารถไปท่องเที่ยวทั่วโลกได้แบบ 3 มิติ ดูหนังจอยักษ์และฟังเพลงได้ในบรรยากาศที่ต้องการ อยากซื้อของก็สามารถเข้าไปใน Virtual Store ที่สามารถเลือกสินค้าได้จากทั่วโลกและเห็นเหมือนเป็นของจริงและลองใช้ได้ก่อนสั่งซื้อ เมื่อกดจ่ายด้วยคริปโทเคอร์เรนซีในกระเป๋าเงินอิเลคโทรนิคส์ สินค้านั้นก็จะส่งถึงบ้านในเวลาอันรวดเร็ว อยากทำธุรกรรมทางการเงิน โอน ฝาก ถอน หรือแม้แต่กู้เงินก็สามารถทำได้ทันที

 

ความสำคัญก็คือเทคโนโลยีจะสามารถเชื่อมโลกเสมือนกับโลกแห่งความจริงได้แบบไร้รอยต่อ ทำให้โลกเสมือนในจินตนาการสามารถเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ

 

ทำไม เฟซบุ๊ก ถึงสนใจ

เฟซบุ๊กกำลังให้ความสำคัญกับเมทาเวิร์สมากเป็นลำดับแรก ๆ นักวิเคราะห์บางส่วนระบุว่า เฟซบุ๊กได้ลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนผ่านอุปกรณ์หูฟังโอคูลัส (Oculus) ทำให้มันมีราคาถูกกว่าของคู่แข่ง และอาจจะถึงขั้นขาดทุน

เฟซบุ๊กยังได้สร้างแอปพลิเคชัน VR หลายตัวสำหรับการสังสรรค์เข้าสังคมและการทำงาน รวมถึงตัวที่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง

แม้ว่าเฟซบุ๊กจะเคยมีประวัติในด้านการเข้าซื้อบริษัทคู่แข่ง แต่เฟซบุ๊กระบุว่า เมทาเวิร์ส “จะไม่ถูกสร้างขึ้นภายในชั่วข้ามคืนโดยบริษัทเพียงแห่งเดียว ” และรับปากว่าจะร่วมมือกับบริษัทอื่น

เมื่อไม่นานนี้ เฟซบุ๊กได้ลงทุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.67 พันล้านบาท) ในการสนับสนุนกลุ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่งให้ช่วย “สร้างเมทาเวิร์สอย่างมีความรับผิดชอบ” แต่เฟซบุ๊กคิดว่า แนวคิดเมทาเวิร์สที่แท้จริง ๆ จะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 10-15 ปี

อีกเหตุผลที่ Facebook ต้องการขาย Hardware เองนั้น เพราะไม่ต้องการถูกควบคุมเหมือนอย่างที่ทุกวันนี้แพลตฟอร์มทั้งหมดของ Facebook ถูกกำหนดด้วยกฎใน App Store ของ Apple และ Google

อย่างไรก็ตามโมเดลธุรกิจไม่ได้วางแผนให้การขาย Hardware เป็นแหล่งรายได้หลัก การดึงดูดผู้คนจำนวนมหาศาลให้เข้ามาในเมทาเวิร์สต่างหากจะสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิตอลขนาดยักษ์ขึ้นมา เพราะจะมีทั้งสกุลเงิน พื้นที่ค้าขาย และมีกลไกทางเศรษฐกิจที่เหมือนโลกจริง

 แน่นอนว่า Facebook เล็งเห็นโอกาสสร้างรายได้จากการโฆษณาในโลกเสมือนจริง มากไปกว่านั้นธุรกิจ e-commerce ในโลกเสมือนจริงเป็นอีกโอกาสที่จะเพิ่มรายได้ให้ Facebook ด้วยการแบ่งค่าธรรมเนียมจากทุกรายการซื้อขาย

 

เกมเข้ามาสนใจในเมทาเวิร์ส

เอปิกเกมส์ (Epic Games) ซึ่งผลิตเกม Fortnite ได้พูดถึงความปรารถนาในการสร้างเมทาเวิร์สของเขามาเป็นเวลานานแล้ว

เกมที่มีผู้เล่นหลายคนในโลกออนไลน์ได้ใช้โลกเสมือนจริงกันมานานหลายสิบปีแล้ว นั่นไม่ใช่เมทาเวิร์ส แต่มีแนวคิดบางอย่างตรงกัน

ช่วงไม่กี่ปีนี้ Fortnite ได้ขยายผลิตภัณฑ์ของตัวเอง โดยมีการจัดคอนเสิร์ต จัดงานประชาสัมพันธ์สินค้ายี่ห้อต่าง ๆ และขยายโลกดิจิทัลของ Fortnite เองด้วย ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกประทับใจ และเป็นตัวผลักดันให้วิสัยทัศน์ของเอปิกเกมส์เกี่ยวกับเมทาเวิร์สถูกจับตามอง

เกมอีกหลายเกมก็กำลังขยับเข้าใกล้แนวคิดเมทาเวิร์สเช่นกัน ยกตัวอย่าง Roblox เป็นพื้นที่ให้เกมหลายพันเกมได้มาเชื่อมต่อกันในระบบนิเวศขนาดใหญ่

ขณะที่ Unity ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาด้านสามมิติ กำลังลงทุนใน “คู่แฝดดิจิทัล” ซึ่งเป็นทำสำเนาดิจิทัลของโลกแห่งความเป็นจริงขึ้น ส่วน Nvidia บริษัทกราฟิก กำลังสร้าง “โอมนิเวิร์ส” (Omniverse) ของตัวเอง ซึ่งทางบริษัทเรียกว่า เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเชื่อมต่อโลกเสมือนสามมิติเข้าไว้ด้วยกัน

 

เมทาเวิร์สมีแต่เกี่ยวกับเกมใช่ไหม? 

คำตอบคือ ไม่ใช่ แต่มีหลายแนวคิดว่า เมทาเวิร์สอาจเป็นอะไรได้บ้าง คนส่วนใหญ่เห็นว่า การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์เป็นเรื่องหลัก

ยกตัวอย่าง เฟซบุ๊กได้ทดลองกับแอปพลิเคชันประชุม VR ที่ชื่อว่า เวิร์กเพลซ (Workplace) และแอปพลิเคชันสำหรับการเข้าสังคมที่ชื่อว่า ฮอไรซันส์ (Horizons) โดยทั้งสองแอปพลิเคชันนี้ได้ใช้ระบบตัวแทนผู้ใช้งานเสมือนจริง (virtual avatar system)

VRChat ซึ่งเป็นแอปฯ VR อีกตัวหนึ่ง ก็มีการนำมาใช้งานในด้านการสังสรรค์และพูดคุยกันทางโลกออนไลน์ โดยไม่ได้มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์อื่นนอกจากการสำรวจสภาพแวดล้อมและพบปะผู้คน

อาจจะมีแอปฯ อื่น ๆ ที่กำลังรอการค้นพบและสร้างขึ้น

เมื่อไม่นานนี้ นายสวีนีย์ แห่งเอปิกเกมส์ บอกกับวอชิงตันโพสต์ว่า เขามองเห็นโลกที่ผู้ผลิตรถยนต์พยายามจะโฆษณารถรุ่นใหม่ด้วยการ “ทิ้งรถนั้นลงมาในโลกในเวลาเรียลไทม์และคุณก็สามารถลองขับมันได้”

บางที ตอนคุณซื้อของในโลกออนไลน์ คุณอาจจะสามารถลองสวมเสื้อผ้าดิจิทัลได้ก่อน แล้วค่อยสั่งซื้อเสื้อผ้าให้มาส่งในโลกแห่งความเป็นจริงก็ได้

 

เทคโนโลยีนี้มีอยู่จริงหรือยัง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา VR มีความก้าวหน้าขึ้นมาก มีหูฟังที่ทันสมัยที่สามารถหลอกตาคนให้เห็นภาพสามมิติได้ ขณะที่ผู้ใช้งานเคลื่อนที่ไปในโลกเสมือนจริง มันได้กลายเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ใช้งานมากขึ้น โดยชุดหูฟังโอคูลัส เควสต์ 2 (Oculus Quest 2) สำหรับเล่นเกม VR ได้เป็นของขวัญยอดนิยมในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปี 2020

ความสนใจใน NFTs (ย่อมาจาก non-fungible token–เหรียญที่ไม่สามารถทดแทนได้) ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิธีในการแกะรอยหากรรมสิทธิ์ในสินค้าดิจิทัล อาจเป็นตัวชี้ว่า เศรษฐกิจเสมือนจริงทำงานอย่างไร

โลกดิจิทัลที่ก้าวหน้ามากขึ้นจำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกันที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น และคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นด้วยการมาของ 5G

สำหรับตอนนี้ ทุกอย่างยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หากการพัฒนาเมทาเวิร์สเกิดขึ้นจริง ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีหลายแห่งจะต้องต่อสู้แข่งขันกันในช่วงสิบปีข้างหน้า หรืออาจจะยาวนานกว่านั้น 

 

ข้อมูล : efinance , longtunman

 

 

--------------------

เกาะติดสถานการณ์โควิด-19  ทันความเคลื่อนไหว ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งตรงถึงมือคุณ
คลิกเลย!! >>> รู้ทันกันโควิด <<< หรือ กด *301*35# โทรออก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง