รีเซต

‘ดร.นิเวศน์’ลั่นวิกฤติโชย ‘เซียนมี่’ตุนเงินรอหุ้นแวลู

‘ดร.นิเวศน์’ลั่นวิกฤติโชย ‘เซียนมี่’ตุนเงินรอหุ้นแวลู
ทันหุ้น
5 พฤศจิกายน 2569 ( 07:45 )

#VI #ทันหุ้น – 2 ตำนานวีไอไทย วิเคราะห์ตลาดหุ้นโลกและสินทรัพย์เสี่ยงยังเปราะบาง ดร.นิเวศน์ ได้กลิ่นรอยร้าวปูทางสู่วิกฤติ แนะถือเงินสดรอหุ้นปรับฐานลึก ขณะที่ เซียนมี่ “ทิวา ชินธาดาพงศ์”   มองหุ้นไทยออกอาการพักฐาน เชื่อปี 2570 เงินทุนหมุนสู่ค้าปลีก ไฟแนนซ์ และ Non-Bank รับอานิสงส์ต้นทุนน้ำมันลด หนุนกำลังซื้อฟื้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" กังวลว่าการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากใน 2 สภาของสหรัฐ จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการบริหารประเทศ จะส่งผลให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามทิศทางของเทคโนโลยีและยังน่าจะก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป แต่ราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวกลับปรับตัวพุ่งสูงขึ้นนำหน้าผลประกอบการจริงไปไกลมาก ไม่สอดคล้องรายได้จากการดำเนินงานจริงและงบประมาณที่จ่ายไปได้ทันเวลา สภาวะดังกล่าวสร้างความเสี่ยงสูงที่ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ในอนาคตอาจสร้างความผิดหวังต่อความคาดหวังสูงของตลาด

@ร้อยราวชัดขึ้น

และที่สำคัญสถานการณ์ลงทุนตอนนี้เริ่มส่อสัญญาณร้าว (Market Cracks)  สังเกตได้จากกรณีที่หลายบริษัทประกาศผลกำไรเติบโตดีแต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่ามุมมองและพฤติกรรมของนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ขณะเดียวกัน ตลาดยังถูกกดดันจากปัจจัยลบเชิงโครงสร้างที่สะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ภาระหนี้สินของภาคธุรกิจที่สูงขึ้น เหตุการณ์ประท้วงใหญ่ในยุโรป ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างหนักในประเทศจีน

ปัจจัยข้างต้นเหล่านี้ทำให้ตลาดมีความเปราะบางสูงมาก หากมีเหตุการณ์ลบใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาเป็นตัวจุดชนวน อาจก่อเกิดอาการขาดความมั่นใจพร้อมกันในกลุ่มนักลงทุน นำไปสู่การเร่งขายหุ้นเพื่อล็อกผลกำไรและเปลี่ยนมาถือเงินสด ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินในที่สุด

@ รอเข้าหลังวิกฤติ

ดังนั้นราคาหุ้นต่างๆ ในปัจจุบันที่ปรับลงมาบ้างแล้ว ส่วนตัวประเมินยังไม่ได้ลดลงมากพอ และยังไม่ใช่เวลาที่จะเข้าไปช้อนซื้อหุ้น เนื่องจากตลาดยังคงมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อได้อีกค่อนข้างมาก

ในส่วนของตลาดหุ้นไทยถึงจะเห็นการย่อลงเช่นกัน แต่ภาพรวมถือว่ามีความมั่นคง (Stable) เพราะช่วงที่ปรับตัวขึ้นถือว่าไม่ได้ร้อนแรงเท่ากับตลาดต่างประเทศ การลดลงของดัชนีหุ้นไทยที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นเพียงการปรับตัวลงตามทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศเท่านั้น

 “หากตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดวิกฤติหรือการปรับฐานรุนแรง ตลาดหุ้นไทยก็ยากที่จะฝืนทิศทางของตลาดโลกได้ เนื่องจากเมื่อเกิดวิกฤติจะไม่มีตลาดหุ้นใดที่สามารถต้านทานแรงกดดันได้ นอกจากนี้ ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดหุ้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น ทองคำ และน้ำมัน ที่อาจมีทิศทางปรับตัวลดลงด้วยเมื่อทั้งตลาดขาดความเชื่อมั่น”

 จังหวะเวลาที่ปลอดภัยและเหมาะสมในการเข้าเก็บหุ้น จะต้องรอให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมารุนแรงจนใกล้เคียงหรือเข้าสู่ภาวะวิกฤติจริง เนื่องจากตามธรรมชาติของตลาด เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงในทิศทางขาลง ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลดลงแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจริง ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นถูกลงมากพอจนสร้างส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) มากพอ

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในปัจจุบัน นักลงทุนควรกำหนดกลยุทธ์ด้วยการใจเย็น อดทนรอคอย ถือเงินสดไว้ และระมัดระวังการลงทุนอย่างสูงสุด โดยไม่รีบร้อนเข้าลงทุนจนกว่าจะเห็นสัญญาณราคาหุ้นลดลงมาถึงระดับที่ปลอดภัยมากพออย่างแท้จริง

@ รอเข้าหุ้นแวลู

ด้านนายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า การที่ตลาดหุ้นไทยในหลายวันทำการก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง  ถือเป็นสัญญาณของการปรับฐานเพื่อทำกำไร (Take Profit) หลังจากที่ตลาดเคยปรับตัวขึ้นสูงจากบานถึงประมาณ 20-30% อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการซื้อขาย ระยะนี้ยังพบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นฝ่ายเข้าซื้อสุทธิ สะท้อนให้เห็นว่าการย่อตัวของตลาดไม่ได้เกิดจากแรงขายด้วยความตื่นตระหนก

 ทว่าการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA, KCE และ HANA เนื่องจากการลงทุนในโครงการ Data Center อาจเผชิญกับกระบวนการตรวจสอบและข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น สำหรับทิศทางของหุ้นในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์หรือ AI แม้ว่าก่อนหน้านี้จะได้รับความสนใจอย่างสูงจากตลาด แต่เนื่องจากราคาหุ้นได้สะท้อนข่าวสารและความคาดหวังเชิงบวกไปมากแล้ว ส่งผลให้อัพไซด์หรือโอกาสการเติบโตของราคาหุ้นกลุ่ม AI โดยตรงเริ่มลดน้อยลงตามลำดับ จึงเป็นธรรมชาติของกระแสเงินลงทุนในตลาดหุ้นที่ย่อมไหลหมุนเวียนไปหาอุตสาหกรรมอื่นที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในภาพรวมที่น่าจะเป็นระยะยาวขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกากลับอาจส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากมีแนวโน้มช่วยลดความตึงเครียดของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลสืบเนื่องให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับมีโอกาสพลิกกับลดลงสู่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเดินทางของผู้บริโภค กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การท่องเที่ยว และขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้ขยายตัวได้ดีขึ้น

ทิศทางกระแสเงินลงทุนในอนาคตจึงมีแนวโน้มหมุนเวียนไปสู่กลุ่มธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Business) ที่สามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในช่วงปี 2570 จึงเน้นการบริหารจัดการเงินสดเพื่อรอจังหวะเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มที่เคยได้รับความกดดันจากปัญหาราคาน้ำมันแพง เช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่มไฟแนนซ์ และกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อและการชำระหนี้ของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นหลังจากภาระค่าน้ำมันลดลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง