รีเซต

โลกจะมีอาหารพอหรือไม่? เสี่ยงขาดแคลนแค่ไหน? ทำไมต้องกลัว "ซุปเปอร์เอลนีโญ"

โลกจะมีอาหารพอหรือไม่? เสี่ยงขาดแคลนแค่ไหน? ทำไมต้องกลัว "ซุปเปอร์เอลนีโญ"
TNN ช่อง16
3 กรกฎาคม 2569 ( 08:00 )

"เอลนีโญ" 2026 เขย่าความมั่นคงอาหารโลก ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?


วิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาในปี 2569 อาจไม่ใช่วิกฤตการเงินหรือสงครามการค้า แต่เป็น "เอลนีโญ" ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านอาหารของโลกได้พร้อมกัน


องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งสัญญาณเตือนว่า เอลนีโญที่เริ่มก่อตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีแนวโน้มรุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา โดยสภาพอากาศแปรปรวนจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ก่อนจะทวีความรุนแรงในช่วงปลายปีและฤดูหนาว จากนั้นจึงค่อย ๆ อ่อนกำลังลงในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาอาหารอาจลากยาวไปจนถึงปี 2571


สิ่งที่น่ากังวลคือ เอลนีโญไม่ได้หมายถึงเพียงอากาศร้อนหรือภัยแล้ง แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการเพาะปลูกทั่วโลก ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณอาหารและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ


ทำไมเอลนีโญจึงเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก


สื่อและนักวิชาการหลายแห่งเรียกเอลนีโญปีนี้ว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" หรือแม้แต่ "ก๊อดซิลลา เอลนีโญ" เพื่อสะท้อนถึงระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น


เหตุผลที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่สภาพอากาศ แต่เชื่อมโยงไปถึงสินค้าเกษตรหลักของโลก ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคิดเป็นประมาณ 60% ของแคลอรีที่ประชากรโลกบริโภค


หากผลผลิตของพืชเหล่านี้ลดลงเพียงบางภูมิภาค ก็สามารถส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกได้ทันที เนื่องจากตลาดอาหารมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด


ผลกระทบยังลุกลามไปถึงภาคปศุสัตว์ เพราะอาหารสัตว์มีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดยังทำให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนอาหารทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย


ข่าวดี โลกยังมีเสบียงอาหารจำนวนมาก


แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ปีนี้แตกต่างจากหลายครั้งในอดีต เนื่องจากโลกมีปริมาณสำรองอาหารอยู่ในระดับสูง ย้อนกลับไปในช่วงซูเปอร์เอลนีโญปี 2015-2016 โลกเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในหลายทวีป


ก่อนหน้านั้น เอลนีโญปี 1997-1998 ก็สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทั้งไฟป่า น้ำท่วม และผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงในหลายประเทศ


แต่ในปี 2026  สถานการณ์แตกต่างออกไป รายงานของ Reuters อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ Shirley Mustafa นักเศรษฐศาสตร์จากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ปริมาณสำรองอาหารของโลกกำลังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะช่วยรองรับผลกระทบจากเอลนีโญได้ในระดับหนึ่ง


ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง มีสำรองสูง


ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ระบุว่า ปริมาณสำรองข้าวสาลีโลก ณ วันที่ 1 กรกฎาคม คาดว่าจะอยู่ที่ 279.95 ล้านเมตริกตัน สูงที่สุดในรอบ 5 ปี ส่วนปริมาณสำรองข้าวสารทั่วโลกอยู่ที่ 196.16 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2569


ขณะที่ปริมาณสำรองข้าวโพดทั่วโลกมีแนวโน้มแตะ 303.4 ล้านตัน สูงสุดในรอบ 3 ปี และถั่วเหลืองก็มีปริมาณสำรองอยู่ในระดับสูงเช่นกัน


สำหรับประเทศไทย Reuters ยังประเมินว่า ไทยยังคงมีความได้เปรียบในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการผลิตเมื่อเทียบกับหลายประเทศคู่แข่ง


ไทยยังต้องจับตาผลกระทบอย่างใกล้ชิด


แม้โลกจะมีอาหารสำรองจำนวนมาก แต่ผลกระทบของเอลนีโญต่อประเทศไทยยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ความน่าจะเป็นของการเกิดเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ไทยเสี่ยงเผชิญฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและเกิดภัยแล้งต่อเนื่อง


พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงผลไม้ที่ใช้น้ำมาก เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย มีโอกาสได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้เกษตรกรและมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ




ไม่ใช่แค่เกษตร แต่กระทบทั้งเศรษฐกิจ


ภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วนประมาณ 8-9% ของ GDP แม้จะไม่ใช่ภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่มีประชาชนหลายล้านครัวเรือนพึ่งพารายได้จากภาคส่วนนี้ หากผลผลิตลดลง รายได้เกษตรกรก็จะหดตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ กระทบภาคธุรกิจต่อเนื่อง


นอกจากนี้ ราคาอาหารที่สูงขึ้นยังอาจเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเงินเฟ้อกับการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายอัตราดอกเบี้ย


ผลกระทบยังขยายไปถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย


รัฐเร่งวางแผนรับมือ


รัฐบาลไทยประกาศเดินหน้ามาตรการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากเอลนีโญ มาตรการสำคัญประกอบด้วย การเร่งกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำ การปรับแผนระบายน้ำ และการติดตามสถานการณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมตลอดฤดูแล้ง


ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังส่งเสริมให้เกษตรกรปรับแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน สนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ระบบชลประทาน แหล่งเก็บน้ำ เครื่องสูบน้ำ และระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายจากภัยแล้งและจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

วิกฤตที่อาจกลายเป็นโอกาสของไทย


เอลนีโญไม่ใช่เพียงเรื่องของฝนฟ้าอากาศ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ทั้งด้านราคาอาหาร เงินเฟ้อ การค้า และความมั่นคงทางอาหาร


แม้หลายประเทศจะต้องเผชิญความท้าทายจากผลผลิตที่ลดลง แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก วิกฤตครั้งนี้ก็อาจกลายเป็นโอกาส หากสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาระดับผลผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน


ท้ายที่สุด ความสำเร็จในการรับมือเอลนีโญจะไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะต่อภาคเกษตรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความมั่นคงทางอาหาร รายได้ของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง