มรดกสงครามคือมลพิษ อิหร่านอยู่กับสารเคมีอีกยาว แม้ภายหลังสงครามจะจบ

การปะทะ และสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เราเห็นภาพตึกถล่ม เพลิงไหม้ ผู้เสียชีวิตจากอาวุธต่างๆ แต่ผลของสงครามครั้งนี้ ยังกระทบไปถึงเรื่องของมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง ที่ประชาชนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะทิ้งผลกระทบในระยะยาวด้วย
มลพิษเหล่านี้คืออะไร ส่งผลยังไงบ้าง ?
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิ สารสนเทศ หรือ GISTDA เปิดเผยข้อมูลเชิงพื้นที่ของอิหร่าน ผ่านข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5P ซึ่งทำให้เห็นหลักฐานสำคัญที่ตามนุษย์อาจมองไม่เห็น คือ ร่องรอยสีแดงในแผนที่ หรือ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) คือก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูง ที่ปกติใช้ในการติดตามมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและการจราจร แต่ในสภาวะสงคราม NO₂ นี้อาจแสดงถึงร่องรอยของปฏิบัติการทางทหาร ที่รวมถึงการระเบิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญและการเผาไหม้
จากเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน ทำให้พื้นที่ยุทธศาสตร์น้ำมันของอิหร่านที่กลายเป็นบริเวณวิกฤตสิ่งแวดล้อม จากภาพเราเห็นควันดำ และฝนดำเกิดขึ้นทั่วเมือง ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ได้กลายเป็นมลพิษสงคราม (War Smog) ที่มีสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก ซึ่งอันตรายกว่าควันจากรถยนต์ทั่วไปหลายเท่า ทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังชี้ว่า สารเคมีบางชนิดสามารถคงอยู่ได้ไปอีกนานแม้ว่าการสู้รบจะหยุดลง
ตัวอย่างเช่น TNT ซึ่งใช้ในอาวุธยุทโธปกรณ์ และถูกจัดประเภทว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยสํานักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA) เป็นสารที่สามารถซึมซับลงในดิน เป็นอันตรายต่อพืชผลและสุขภาพของมนุษย์ระยะยาว แต่ถึงอย่างนั้น หากไม่มีการตรวจสอบในสถานที่จริง ก็ยากที่จะประเมินว่า การปนเปื้อนรุนแรงเพียงใด
มลพิษเหล่านี้ ยังเห็นได้จากดาวเทียมชัดว่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ โดยหากดูจากลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่ก่อน และหลังเกิดสงคราม จะเห็นได้ชัดว่า มีความเปลี่ยนแปลงของค่าความเข้มข้น NO₂ (Column Density) ที่ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในกรุงเตหะราน
ข้อมูลจากศูนย์สังเกตการณ์ความขัดแย้งและสิ่งแวดล้อม (CEOBS) ยังเปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มสงครามในตะวันออกกลางเมื่อปลาย ก.พ. ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2026 ได้ระบุว่ามีการโจมตี 300 ครั้ง ซึ่ง 232 ครั้ง ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ในหลายประเทศ แต่ประเทศที่พบความเสี่ยงมากที่สุดคืออิหร่าน บริเวณกรุงเตหะราน และช่องแคบฮอร์มุซ
CEOBS ยังชี้ว่า มลพิษเหล่านี้ มาจากการโจมตีสถานที่ทางทหาร และการใช้ยุทโธปกรณ์ การโจมตีเรือที่ทำให้เกิดมลพิษทางทะเล และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิล
นอกจากควันดำ และฝนดำที่เกิดในอิหร่านแล้ว ยังมีรายงานว่า สหรัฐฯ ได้ใช้ฟอสฟอรัสขาวในการโจมตีเลบานอนในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดการลุกไหม้รุนแรง หากสัมผัสก็เป็นอันตรายถึงชีวิต
สะท้อนให้เห็นผลของสงครามที่ไม่ใช่แค่การสูญเสียทางกายภาพ และต่ออาคารบ้านเรือนอย่างเดียว แต่ไม่ว่าความขัดแย้งจะจบลงเมื่อได้ มรดกของสงครามในด้านมลพิษ และปัญหาสิ่งแวดล้อม จะกลายเป็นปัญหาในอิหร่าน และตะวันออกกลางในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
