รีเซต

ประชานิยม หรือ ยั่งยืน ? เปรียบเทียบ "นโยบายเศรษฐกิจ" เลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทย VS พรรคประชาธิปัตย์

ประชานิยม หรือ ยั่งยืน ?   เปรียบเทียบ "นโยบายเศรษฐกิจ" เลือกตั้ง 2569   พรรคภูมิใจไทย VS พรรคประชาธิปัตย์
TNN ช่อง16
10 มกราคม 2569 ( 09:00 )
19

ประชานิยม หรือ ยั่งยืน ? 

เปรียบเทียบ "นโยบายเศรษฐกิจ" เลือกตั้ง 2569 

พรรคภูมิใจไทย VS พรรคประชาธิปัตย์


การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ทำให้ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองใหญ่กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน หนี้ครัวเรือนระดับสูง โครงสร้างประชากรสูงวัย และการแข่งขันในเวทีโลกที่รุนแรงขึ้น


พรรคการเมืองต่างพยายามนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่างเปิดตัวแพ็กเกจนโยบายเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นแกนหลักในการหาเสียง



"พรรคภูมิใจไทย" พูดแล้วทำพลัส+


เปิดตัวนโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงปี 2569–2572 โดยมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญของการ “พลิกฟื้นศักยภาพการเติบโต” หรือ Potential Growth ของประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค ระบุว่า หากสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตในระดับ 3% พลัส และนำไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึง มีคุณภาพ และเติมศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม


แกนหลักของพรรคภูมิใจไทยคือชุดนโยบาย “เศรษฐกิจ 10 พลัส” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การแก้ปัญหาปากท้อง การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ไปจนถึงการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว นโยบายแรกคือการเติมชีวิตให้คนตัวเล็ก โดยมุ่งช่วยเหลือประชาชนฐานรากกว่า 13 ล้านราย ผ่านการต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส การกำหนดค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรก และมาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ผ่านกลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC


ในด้านภาคธุรกิจ พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิด “Made in Thailand SMEs พลัส” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเน้นการเติมทุน การค้ำประกันที่รวดเร็ว และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับนโยบายลงทุนพลัส ที่มุ่งเพิ่มการลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงการร่วมลงทุนของรัฐ เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว


ด้านการผลิตและการค้า พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิด “ผลิตได้ ขายออก พลัส” และ “Trade พลัส” เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และยกระดับการผลิตให้แข่งขันได้มากขึ้นในห่วงโซ่การค้าโลก พร้อมทั้งผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว โดยมองว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมไม่เพียงเป็นทางรอด แต่ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน


อีกหนึ่งแกนสำคัญคือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้นโยบาย “ดิจิทัล AI พลัส” ที่มุ่งให้เทคโนโลยีเข้าถึงแรงงาน เพิ่มโอกาสการทำงาน และสร้างรายได้ถึงระดับครัวเรือน ขณะเดียวกัน พรรคยังเสนอการศึกษาเท่าเทียมพลัส ที่ยืนยันแนวคิดเรียนฟรีอย่างแท้จริง เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และเชื่อมโยงกับตลาดแรงงานโดยตรง


นโยบายสูงวัยพลัสของพรรคภูมิใจไทย เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดยพรรคให้ความสำคัญกับการรับมือสังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่มาตรการจ้างงานผู้สูงอายุ การลดหย่อนภาษี การจัดตั้งพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน ไปจนถึงการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ ผ่านการใช้ที่ดินรัฐเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มการจ้างงาน


ในภาคเกษตร พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิด “เกษตรมั่นคง” โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจการพาณิชย์ของพรรค ระบุถึงการใช้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือระบายสินค้าเกษตรไทย เช่น การต่อรองให้ประเทศคู่ค้าซื้อข้าวหรือสินค้าเกษตรจากไทยควบคู่กับการจัดซื้อสินค้าขนาดใหญ่จากต่างประเทศ นโยบายนี้มุ่งลดปัญหาสินค้าเกษตรตกค้าง และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร


นอกจากนี้ พรรคยังเน้นการเชื่อมการค้าโลก การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การสนับสนุนพืชมูลค่าสูง การจัดโซนการเพาะปลูก และการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนครบทั้ง 77 จังหวัด พร้อมแนวคิดเปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตรทางการค้า และการฝังประเทศไทยเข้าไปในห่วงโซ่อุปสงค์–อุปทานของประเทศคู่ค้า รวมถึงการมุ่งสู่อุตสาหกรรมอนาคตหรือ New S-Curve




"พรรคประชาธิปัตย์" ไทยหายจน


เปิดตัวนโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบเป้าหมายการฟื้นฟูและยกระดับประเทศในระยะ 4 ปี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ระบุเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับ 5% ต่อปี และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและทักษะ เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่


พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายภายใต้โครงสร้าง “4 เสาหลัก สู่ 27 นโยบายไทยหายจน” โดยเสาหลักแรกคือ “หายจนรายได้” มุ่งเน้นการประกันรายได้ที่จ่ายทันที การประกันรายได้แรงงาน การลดค่าไฟฟ้าโดยไม่ใช้เงินภาษี การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน การออกพันธบัตรป่าไม้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนปลูกป่าและมีรายได้ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีให้เงินเดือน 40,000 บาทแรกไม่เสียภาษี


นโยบายด้านค่าครองชีพและการเดินทางของพรรคประชาธิปัตย์ ยังรวมถึงการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าและรถเมล์ในอัตราสูงสุด 30 บาท และการออกสลากออมสินรายจังหวัด ภายใต้แนวคิด “เฮงได้ แห้วคืน” เพื่อส่งเสริมการออมในระดับท้องถิ่น


เสาหลักที่สองคือ “หายจนใจ” มุ่งเน้นสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พรรคเสนอการโอบอุ้มคุณแม่ดูแลลูกน้อย สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า การจัดสรรเงินเพื่อความปลอดภัยของผู้สูงวัย การแปลงบ้านผู้สูงอายุเป็นสินทรัพย์สร้างรายได้เพื่อใช้เลี้ยงชีพตลอดชีวิต รวมถึงการดูแลด้านทันตกรรมผู้สูงอายุผ่านระบบเร่งรัด และการเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นสองเท่า


เสาหลักที่สามคือ “หายจนปัญญา” ซึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาทักษะ พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิดบุฟเฟต์การศึกษา เปิดโอกาสให้ประชาชนเรียนในสิ่งที่ต้องการ เรียนฟรีอย่างแท้จริง การเชื่อมระบบการหางานเข้ากับการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รวมถึงโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับทุกคน แพลตฟอร์ม Learn to Earn และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลการเรียนรู้ระดับประเทศ


เสาหลักที่สี่คือ “หายจนตรอก” มุ่งเน้นการปฏิรูประบบรัฐและโครงสร้างเศรษฐกิจ พรรคเสนอการนำบริการภาครัฐมาไว้ในโทรศัพท์มือถือ การเปิดข้อมูลภาครัฐผ่าน Open Data เพื่อเพิ่มความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างที่ให้โอกาส SMEs ไทยภายใต้แนวคิด Made-in-Thailand First และการตัดตอนกฎหมายล้าสมัยด้วยกฎหมายพิเศษหรือ Super Act


ในมิติความยั่งยืนและความมั่นคง พรรคประชาธิปัตย์ยังเสนอแนวทางการรับมือภัยพิบัติ การแก้ปัญหามลพิษ PM2.5 ผ่านการเร่งออกกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายอากาศสะอาด กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงมาตรการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมทางไซเบอร์


นอกจากนี้ พรรคยังเสนอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น มอเตอร์เวย์เชื่อมสี่ทิศ และรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมประเทศไทยกับภูมิภาคและโลก ตลอดจนแนวคิดทหารอาสาระยะ 4 ปี ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รับการศึกษาและมีงานรองรับหลังปลดประจำการ


โดยภาพรวม นโยบายเศรษฐกิจของทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนความพยายามในการตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ตั้งแต่การแก้ปัญหาปากท้องระยะสั้น การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ไปจนถึงการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ภายใต้บริบทการเลือกตั้งปี 2569 ที่นโยบายเศรษฐกิจยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางการเมืองไทย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง