ศุภจี วางแนวทางท่องเที่ยวไทย ดันตลาดเด่นรับไฮซีซั่น ชูนักท่องเที่ยวคุณภาพ ดันรายได้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมติดตามเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว โดยปรับจากการมองเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยว มาให้ความสำคัญกับ รายได้คุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์ตลาดเชิงลึกเป็นรายประเทศ และรายกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่กับการเพิ่มระยะเวลาพำนัก (Length of Stay) และรายจ่ายต่อหัว (Spending per Head) พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ หรือ Tourism with Purpose โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สุขภาพ ไมซ์ และความงาม เพื่อสร้างรายได้ และกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานทุนวัฒนธรรม 2) การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว และ 3) การพัฒนาและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
นางศุภจี เน้นย้ำว่า การติดตามผลการดำเนินงาน จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการรายงานว่าแต่ละหน่วยงานดำเนินการอะไรไปแล้ว แต่ต้องระบุปัญหา อุปสรรค และช่องว่างที่ยังต้องแก้ไข เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมกันปลดล็อกปัญหาได้ตรงจุด โดยการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ต้องสร้างทั้งรายได้ และประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับประเทศ
สำหรับเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวนั้น นางศุภจี เห็นว่า ไทยยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ หากสามารถปรับยุทธศาสตร์ให้ทันกับพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการกำหนดเป้าหมาย ไม่ควรมองเฉพาะจำนวนผู้เดินทาง แต่ต้องวิเคราะห์ควบคู่กันว่า นักท่องเที่ยวมาจากประเทศใด เป็นกลุ่มใด มีรายจ่ายต่อหัวเท่าใด และพำนักในประเทศไทยนานเพียงใด เพื่อให้เห็นองค์ประกอบของรายได้ และสามารถกำหนดมาตรการได้ตรงกลุ่มมากขึ้น
โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 3/2569 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวสะสม 2.12 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.5 ล้านล้านบาท โดยตลาดต่างประเทศยังมีความท้าทาย ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย 156 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ 9.16 แสนล้านบาท
ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะการขยายตลาดศักยภาพ กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มรายได้ต่อคนต่อทริป และการกระจายรายได้ไปยังเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) และชุมชน เพื่อผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด
เวลาเราตั้งเป้า เอาตัวเลขคนก่อนก็ไม่ได้ผิด สมมติว่าเราตั้งเป้า 35 ล้านคน ก็ต้องดูต่อว่าในจำนวนนั้น เราต้องการนักท่องเที่ยวจากประเทศไหน และ Target Spending per Head กับ Length of Stay อยู่ตรงไหน เพราะสุดท้ายเราต้องมองให้เห็นว่า จะทำอย่างไรให้การเดินทาง สร้างรายได้ให้ประเทศได้มากขึ้น นางศุภจี กล่าว
หนุนทำ Mapping เชิงลึกรายตลาด เพื่อออกแบบมาตรการได้ตรงจุด
รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ยังได้ให้แนวทางจัดทำ Mapping ตลาดท่องเที่ยวเป็นรายประเทศ และรายกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตลาดใดกำลังเติบโต ตลาดใดชะลอตัว กลุ่มใดหายไป และตลาดใดมีรายจ่ายต่อหัว หรือระยะเวลาพำนักลดลง เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการและออกแบบแคมเปญการตลาดได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่พฤติกรรมการเดินทางทั่วโลกเปลี่ยนแปลง และการเดินทางภายในภูมิภาคมีบทบาทเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ นางศุภจีเสนอให้สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในต่างประเทศ มีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการเจาะตลาดที่ยังมีโอกาส และออกแบบการส่งเสริมตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม รวมถึงนำข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์แนวโน้มของตลาด เพื่อให้สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย และกำหนดแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ตรงจุด
พอเรารู้ว่าช่องว่างอยู่ตรงไหน เราก็จะเจาะตลาดได้ถูก หาก Spending per Head ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เราก็ต้องคิดว่าจะเติม Purpose อะไรเข้าไป เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวมีเหตุผลที่จะอยู่ประเทศไทยนานขึ้น นางศุภจีกล่าว
ในด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่น รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้อันดับด้านการพัฒนา และความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยยังห่างจากเป้าหมาย โดยแยกให้ชัดว่าเป็นข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย หรือความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากตลาดใด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ใช้มาตรการแบบเดียวกับทุกตลาด
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาความพร้อมทั้งด้านงบประมาณ กำลังพล และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ดูแลความปลอดภัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ความเชื่อมั่นเป็นรายตลาด เพื่อให้สามารถสื่อสาร และฟื้นความเชื่อมั่นได้ตรงกับข้อกังวลของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม
สำหรับทุนทางวัฒนธรรม นางศุภจี ระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนและความหลากหลายสูง แต่ยังมีโอกาสนำมาแปรเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกมาก จึงควรบูรณาการงานด้านวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวให้ชัดเจนขึ้น พร้อมสนับสนุนการจัดทำปฏิทินท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เชื่อมโยงเทศกาล กิจกรรม วิถีชุมชน และทุนท้องถิ่น เช่น ปฏิทินผลไม้ไทย เพื่อสร้างเหตุผลในการเดินทางในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และช่วยกระจายนักท่องเที่ยวออกจากฤดูกาลและพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก
ผลักดันการท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ หรือ Tourism with Purpose
อีกประเด็นสำคัญที่นางศุภจี เน้นย้ำคือ การปรับจากการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน (Tourism with Purpose) โดยเฉพาะ Medical Tourism, Wellness Tourism, MICE และบริการด้านความงาม ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการนำจุดแข็งหลายด้านมาเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่โรงพยาบาล คลินิก โรงแรม อาหาร สปา การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างเป็นประสบการณ์ครบวงจร
ถ้าเราเติม Purpose เข้าไปบนจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่ เราจะสามารถตอบโจทย์เรื่องรายได้ได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องกังวลเฉพาะว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น หรือลดลง เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาอย่างมีวัตถุประสงค์ จะมีเหตุผลที่จะอยู่ไทยนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น นางศุภจีกล่าว
โดยแนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การวิเคราะห์ให้ลึก ว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวใดหายไป กลุ่มใดกำลังเติบโต และประเทศไทยจะนำจุดแข็งที่มีอยู่มาผสมผสานอย่างไร เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนักและรายจ่ายต่อหัว แทนการมุ่งแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายคือสร้าง Purpose เข้าไปในการเดินทาง ยืด Length of Stay เพิ่ม Spending per Head และทำให้การท่องเที่ยวสร้างรายได้คุณภาพให้ประเทศ เมื่อเรารู้ว่าตลาดไหนต้องเติมอะไร ก็จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้ามา และกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการและพื้นที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น นางศุภจี ระบุ
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการใช้จ่ายงบประมาณ ภาพรวม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีผลการใช้จ่ายแล้ว 5,173.27 ล้านบาท คิดเป็น 94.11% สูงกว่าเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้ 87% ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนเป็นสำคัญ
นางศุภจี เน้นย้ำว่า แม้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะไม่มีแผนงานบูรณาการด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าวแล้ว แต่ทุกหน่วยงานควรร่วมกันถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน ทั้งในด้านผลสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนและจัดทำคำของบประมาณในอนาคตให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
