รีเซต

ไทยเร่งเจรจาต่อสัญญา 'แหล่งก๊าซเมียนมา' ยาดานา-ซอติก้า สู้ค่าไฟแพง

ไทยเร่งเจรจาต่อสัญญา 'แหล่งก๊าซเมียนมา' ยาดานา-ซอติก้า สู้ค่าไฟแพง
TNN ช่อง16
14 สิงหาคม 2569 ( 16:12 )
37

ความมั่นคงพลังงานไทย แขวนบน "ก๊าซฯ นำเข้า"

ความมั่นคงด้านพลังงานของไทยยังคงผูกติดอยู่กับก๊าซธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าและเป็นต้นทุนสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุชัดเจนว่า ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 45-46% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 54–55% มาจากแหล่งผลิตในประเทศ ทั้งอ่าวไทยและแหล่งบนบก

ในบรรดาก๊าซนำเข้าทั้งหมด เมียนมาถือเป็นแหล่งก๊าซสำคัญของไทยมานานเกือบ 40 ปี โดยมีสัดส่วนสูงถึง 15–20% ของความต้องการใช้ก๊าซทั้งหมดของไทย การพึ่งพาในระดับสูงนี้หมายความว่า หากแหล่งก๊าซในเมียนมาผลิตลดลงหรือการส่งมอบหยุดชะงัก ไทยจำเป็นต้องจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตลาดโลกเข้ามาทดแทนทันที

แอลเอ็นจีผันผวน ตัวการดึง "ค่าไฟ" พุ่ง

ปัญหาสำคัญคือ ราคาแอลเอ็นจีในตลาดโลกมีความผันผวนสูงมากตามสถานการณ์โลก ปัจจุบันไทยพึ่งพาก๊าซนำเข้าประมาณ 33% ของก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ดังนั้น เมื่อราคาก๊าซนำเข้าสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศจึงถูกกดดันอย่างรุนแรง

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชี้ชัดว่า ราคาก๊าซและต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที (Ft) ต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นจึงส่งผ่านโดยตรงไปยังค่าไฟของครัวเรือนและภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและไม่สามารถปรับราคาขายได้ทัน ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การรักษาก๊าซจากเมียนมาให้ส่งมายังไทยได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่เป็นเพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ


ยุทธศาสตร์เร่งด่วน : รักษา "แหล่งก๊าซเดิม"

ด้วยความสำคัญดังกล่าว การรักษาปริมาณก๊าซจากแหล่งเดิมจึงเป็นทางเลือกที่ทำได้เร็วกว่าการรอพัฒนาแหล่งใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและเวลามหาศาล ปัจจุบัน ไทยพึ่งพาก๊าซจากเมียนมาผ่าน "แหล่งก๊าซยาดานาและซอติก้า" ซึ่งขนส่งผ่านระบบท่อมายังประเทศไทย

ในโอกาสการเดินทางมาเยือนไทยของผู้นำพม่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของเมียนมา เพื่อเจรจาขอต่ออายุสัญญาสัมปทานก๊าซธรรมชาติในแหล่งที่ใกล้หมดอายุ โดยเฉพาะในแหล่งก๊าซยาดานาที่สัญญาสัมปทานฉบับปัจจุบันจะหมดอายุลงในอีก 2 ปีข้างหน้า (ปี 2028) การเจรจาต่ออายุได้เร็วจะสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งก๊าซมายังไทยได้

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นชอบร่วมกันที่จะเร่งเตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านพลังงานฉบับใหม่ (MOU) เพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาเรื่องการสำรวจ การผลิต การซื้อขายก๊าซ และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในอนาคต

บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ "ปตท.สผ." ท่ามกลางความเสี่ยง

หากมองในเชิงลึกจะพบว่า บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเมียนมา หลังจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากตะวันตกเริ่มทยอยถอนตัวออกจากประเทศ ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 โดยรอยเตอร์รายงานว่า ปตท.สผ. เข้าเป็นผู้ดำเนินการแหล่งยาดานา และภายหลังการถอนตัวของเชฟรอนในปี 2024 สัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท.สผ. เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 62.96% ขณะที่แหล่งซอติก้า ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและถือหุ้นอยู่ 80%

การต่อสัญญาจึงช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะต้องเร่งซื้อแอลเอ็นจีจากตลาดโลกในช่วงที่ราคาผันผวน แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยยังต้องจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในเมียนมา มาตรการคว่ำบาตร และเงื่อนไขของสัญญาฉบับใหม่ ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การต่อสัญญาให้ได้ แต่ต้องรักษาความต่อเนื่องของการก๊าซ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและภูมิรัฐศาสตร์เพื่อไม่ให้ย้อนกลับมากระทบค่าไฟของไทย

ก้าวต่อไป: เล็งเปิด "แหล่งก๊าซใหม่ A6" ทดแทนปริมาณที่ลดลง

นอกจากความพยายามในการรักษาก๊าซจากแหล่งเดิมแล้ว ประเทศไทยกำลังมองไปที่การเพิ่มแหล่งก๊าซใหม่ เนื่องจากแหล่งยาดานาและซอติก้าไม่สามารถรองรับความต้องการก๊าซของไทยได้ตลอดไป หนี่งในพื้นที่สำคัญที่ถูกนำกลับมาหารือคือ "แหล่ง A6" ซึ่งตั้งอยู่ในแอ่งยะไข่ บริเวณอ่าวเบงกอล นอกชายฝั่งเมียนมา ซึ่งมีการค้นพบก๊าซจากการสำรวจหลายหลุม

ปริมาณสำรองก๊าซที่ประเมินขั้นต่ำของโครงสร้างบ่อหลักในแหล่ง A6 มีขนาดใกล้เคียงหรืออาจมากกว่าซอติก้า ซึ่งผลสำรวจทางธรณีวิทยาในปี 2026 ยืนยันว่า ภาพรวมของแหล่งก๊าซในแหล่ง A6 อาจมีปริมาณก๊าซสำรองแฝงอยู่รวมกันสูงถึง 14 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้รัฐบาลไทยและเมียนมาผลักดันให้แหล่ง A6 เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาเพื่อส่งก๊าซมาทดแทนปริมาณที่จะขาดหายไปในอนาคต

ข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาลชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองประเทศกำลังศึกษาการลงทุนและพัฒนาแหล่ง A6 เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดหาก๊าซและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดิมเพียงไม่กี่แห่ง โดยตามแผนงาน ก๊าซจะถูกรวบรวมผ่านระบบท่อใต้ทะเล ส่งขึ้นสู่แท่นประมวลผลในเขตน้ำตื้น ก่อนลำเลียงผ่านท่อส่งออกระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร เพื่อไปเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมใกล้แหล่งยาดานา จากจุดนั้น ก๊าซจะสามารถส่งผ่านระบบท่อเดิมเข้าสู่เมียนมาและประเทศไทยได้ ทำให้แหล่ง A6 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงข่ายพลังงานที่ไทยใช้งานอยู่แล้ว


อุปสรรคท้าทายโครงการ "แหล่งใหม่ A6"

โครงการพัฒนานี้ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง หลังรอยเตอร์รายงานว่า วูดไซด์ เอนเนอร์จี (Woodside Energy) ได้ถอนตัวออกจากเมียนมาในปี 2022 เนื่องจากสถานการณ์การเมืองและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) ยังประเมินว่า มาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซของเมียนมา อาจสร้างข้อจำกัดสำคัญด้านธุรกรรม การจัดหาเงินทุน และการลงทุนในโครงการก๊าซใหม่ ดังนั้น แหล่ง A6 แม้จะเป็นคำตอบด้านพลังงานระยะยาวของไทย แต่การจะเปลี่ยนก๊าซใต้ทะเลให้กลายเป็นไฟฟ้าในระบบได้ ยังต้องผ่านทั้งการเจรจา เงินลงทุน เทคโนโลยีน้ำลึก และความเสี่ยงทางการเมืองอีกหลายขั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง