รีเซต

"ทองพุ่งไม่หยุด" ลุ้นปี 69 เด้งขึ้นร้อยละ 15-30

"ทองพุ่งไม่หยุด" ลุ้นปี 69 เด้งขึ้นร้อยละ 15-30
TNN ช่อง16
15 มกราคม 2569 ( 11:37 )
14

ปรากฎการณ์ราคาทองคำร้อนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2568  โดยทองโลกให้ผลตอบแทนร้อยละ 64 นับได้ว่าเป็นผลตอบแทนสูงสุดในรอบ 46 ปี  และราคาทองโลกสามารถปรับขึ้นทะลุ 3,000 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม ผ่านมา 7 เดือนปรับขึ้นทะลุ 4,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม ในที่สุดทะลุ 4,400 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี และทำสถิติจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์แตะ 4,549 ดอลลาร์  (ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส   คอลัมน์ : สถานีลงทุน ,ประชาชาติธุรกิจ, ม.ค. 2569) 

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ได้ผลักดันความต้องการทองคำ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาเครื่องมือป้องกันความผันผวนและเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดแรงส่งด้านราคาที่สำคัญในปี 2568 ในขณะที่ตลาดพันธบัตรซบเซาและตลาดหุ้นมีการกระจุกตัวสูง นักลงทุนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกต่างมีส่วนร่วมในการเติบโตนี้

แต่ความร้อนแรงของราคาทองคำโลกพุ่งไม่หยุด เปิดศักราชปี 2569 ราคาทองคำทะยานต่อเนื่อง โดยสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานวว่า ราคาทองคำโลกในตลาดสปอต (Spot gold) พุ่งขึ้นผ่านระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำสถิติสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 มกราคม) และในวันต่อมา (13 มกราคม) ยังพุ่งต่อเนื่องทุบสถิติใหม่ ( All-Time High)  แตะ 4,634 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และข่าวการสอบสวนทางอาญาต่อ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)    เป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคาร HSBC ประเมินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (8 มกราคม)ว่า ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดมากขึ้นจะผลักให้ราคาทองคำขยับแตะ 5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 5,000 ดอลลาร์ แต่อาจมีการปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี โดยอาจลดลงแตะระดับต่ำสุดที่ 3,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยุติการลดอัตราดอกเบี้ย 

อย่างไรก็ตาม HSBC ปรับลดการคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2569 ลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 4,587 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมคาดไว้ที่ 4,600 ดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ราคาทองคำในปี 2570 อยู่ที่ 4,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปี 2571 อยู่ที่ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ขณะที่ทิศทางราคาทองไทยร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยทำ All-Time High ในปี 2568 ที่ 67,400 และได้สร้างปรากฏการณ์อันน่าทึ่งในปี 2568 ด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่กว่า 50 ครั้ง และสร้างผลตอบแทนรายปีเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 60 นับเป็นผลตอบแทนรายปีที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ปี 2514 

ความต้องการทองคำในประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่งในปี 2568 โดยไตรมาส 3 เป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดของปี ทองคำยังคงตอกย้ำการเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยเลือกท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น

นักลงทุนไทยมองทองคำเป็นเครื่องมือที่ช่วยคงมูลค่าและให้ผลตอบแทนในระยะยาว ดังที่เห็นได้จากรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาส 3 ปี 2568 การลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นความต้องการที่สูงที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2562

และตั้งแต่ต้นปี2569 ราคาทองไทยพุ่งไม่หยุดไปในทิศทางเดียวกันกับราคาทองคำในตลาดโลก โดยทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ราคาทองคำแท่งขายออกทะลุ 68,200 บาท และทองรูปพรรณแตะ 69,000 บาท เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา และเมื่อวาน (14 มกราคม) ยังทะยายขึ้นต่อเนื่อง เปิดตลาดทองคำแท่งขายออกพุ่งแตะ 68,850 บาท และทองรูปพรรณขายออกแตะ 69,650 บาท  และช่วงบ่ายทำ All-Time High อีกครั้งโดยทองคำแท่งขายออกบาททองคำละ 68,950 บาทและทองรูปพรรณขายออกบาททองคำละ 69,750 บาท

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการประมาณการของตลาดโดยรวมในปัจจุบันชี้ว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ (range-bound) แต่ประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจมหภาคมักไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากความแตกต่างด้านเศรษฐกิจมหภาคและความผันผวนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ทำให้ไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเกินคาด

ดังนั้น สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) โดยนายซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก ได้วิเคราะห์ 3 สถานการณ์สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ โดยครอบคลุมผลกระทบทั้งในเชิงบวกปานกลาง เชิงบวกสูง และเชิงลบ 

1. สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคชะลอตัวเล็กน้อย (แนวโน้มบวกปานกลาง)

ในสถานการณ์นี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้นักลงทุนปรับตัวไปสู่การลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น การปรับฐานการคาดการณ์ด้าน AI อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เพิ่มความผันผวน และส่งผลต่อตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง รวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะตอบสนองด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง

ผลกระทบต่อทองคำในสถานการณ์นี้จะเป็นบวกในระดับปานกลาง โดยจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความต้องการทองคำอย่างต่อเนื่องและการปรับตัวขึ้นของราคา จากการวิเคราะห์ของ WGC ชี้ว่าในสภาวะเช่นนี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 15 จากระดับปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับขนาดของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและความรุนแรงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจะยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อไป และอาจมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่ตลาด เช่น บริษัทประกันภัยจากจีน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญจากอินเดีย

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำระหว่างร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 15 ถือเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจและเป็นปีที่ปกติ แต่เมื่อพิจารณาถึงผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในปี 2568 แล้ว ถือว่ายังเป็นการเติบโตที่น่าจับตามอง

2. วังวนวิกฤต หรือ Doom Loop (แนวโน้มเชิงบวก)

ในสถานการณ์ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะรับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด แต่ในทางกลับกันกลับเอื้อต่อราคาทองคำมากที่สุด โดยสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวที่รุนแรงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจทวีความรุนแรง เนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ ยังไม่คลี่คลายหรือการเกิดจุดวิกฤตใหม่ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นเพิ่มเติม

สถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดด้านการค้า ซึ่งนำไปสู่การแตกแยกของสภาพแวดล้อมทางการตลาด และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน

หากการเติบโตของสหรัฐฯ อ่อนแอลงและอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย สถานการณ์ที่ ‘มืดมนและหดหู่’ นี้อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับตัวลดลงอย่างมาก

ปัจจัยเหล่านี้ที่ก่อให้เกิด ‘วังวนวิกฤต’ จะสร้างแรงหนุนที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษสำหรับทองคำ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความปลอดภัยในสถานการณ์นี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสเพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 15 ถึงร้อยละ 30 ภายในปี 2569

นอกจากนี้ กองทุน ETF ทองคำ ซึ่งมีเงินไหลเข้าถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายนในปี 2568 อาจเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์หลักจากสถานการณ์นี้ ซึ่งจะช่วยชดเชยความต้องการทองคำที่อาจอ่อนแอในภาคส่วนอื่น ๆ ของตลาด เช่น ทองคำเครื่องประดับหรือเทคโนโลยี

3. การกลับมาของภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Reflation)

สถานการณ์นี้ถือเป็นภาพที่ส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำมากที่สุด โดยในสภาวะเช่นนี้ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งเกินความคาดหมาย

ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวจะกลับมาอีกครั้งและผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยหรือแม้กระทั่งปรับขึ้นในปี 2569 สถานการณ์เช่นนี้จะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งให้กับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำและผลักดันให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในสหรัฐฯ

กองทุน ETF ทองคำจะเผชิญกับกระแสเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าแทน

ปัจจัยทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาทองคำ ทำให้เกิดการปรับตัวลดลงระหว่างร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 20 จากระดับปัจจุบัน ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และแรงกดดันด้านราคาในทิศทางลบ อาจสร้างสภาวะที่ท้าทายสำหรับทองคำหากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

นอกจาก 3 สถานการณ์ดังกล่าวแล้ว สภาทองคำโลกระบุว่ายังมีปัจจัยผันผวนกระทบราคาทองคำที่ต้องติดตามคือ อุปสงค์จากธนาคารกลาง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการทองคำในปี 2568 อาจมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีแนวโน้มสูงที่ธนาคารกลางจะยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง แต่กระบวนการซื้อมักถูกกำหนดโดยนโยบายมากกว่าสภาวะตลาดเพียงอย่างเดียว หากธนาคารกลางชะลอการซื้อ อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาทองคำ

อีกหนึ่งปัจจัยผันผวนที่ควรจับตามองคือปริมาณการรีไซเคิลทองคำสำหรับเครื่องประดับและอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยการนำทองคำมาหมุนเวียนใช้ใหม่แทนการทำเหมือง ทั้งนี้ การรีไซเคิลในปี 2568 อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีการนำทองคำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อุปทานทองคำลดลง อาจส่งผลกระทบด้านบวกต่อราคาทองคำ 

แนวโน้มราคาทองคำโลกในปี 2569 ยังคงอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน ซึ่งถูกสะท้อนให้เห็นในประเทศไทยผ่านการปรับนโยบายภายในประเทศเพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินและเสริมสร้างความโปร่งใสในตลาดทองคำไทย ยกตัวอย่างเช่นมาตรการด้านการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ซื้อขายทั้งในตลาดและออนไลน์ รวมถึงการรายงานข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและวินัยด้านการกำกับดูแลโดยรวม

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ นักลงทุนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันต่อทิศทางการพัฒนาของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 การพิจารณามุมมองเหล่านี้เทียบกับสถานการณ์ทั้ง 3 ที่กล่าวมาจากรายงานแนวโน้มทองคำในปี 2569 จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทองคำจะมีบทบาทอย่างไรในการประเมินและคาดการณ์พอร์ตการลงทุน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง