เจาะลึกวิสัยทัศน์ เจนเซน หวง (Jensen Huang) บนเวที World Economic Forum 2026

บนเวทีการประชุมประจำปี เวทีเศรษฐกิจโลก 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในถ้อยแถลงที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือคำกล่าวของ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอ็นวิเดีย (NVIDIA) ซึ่งนิยามการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ขึ้นเวทีสนทนาร่วมกับ แลร์รี ฟิงค์ (Larry Fink) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ แบล็คร็อค (BlackRock) ท่ามกลางผู้เข้าร่วมแน่นห้องประชุม โดยชี้ว่า AI กำลังกลายเป็นรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก เทียบได้กับไฟฟ้า ถนน หรือระบบสื่อสารในศตวรรษที่ผ่านมา และเป็นแรงขับเคลื่อนการจ้างงานและการลงทุนในทุกระดับ ตั้งแต่แรงงานฝีมือไปจนถึงสตาร์ทอัพเทคโนโลยีขั้นสูง
ทำความรู้จักเค้ก 5 ชั้นของ AI โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก
เจนเซน หวง (Jensen Huang) อธิบายระบบนิเวศของ AI ผ่านภาพเปรียบเทียบที่เขาเรียกว่า “เค้กห้าชั้น” (Five-layer cake of AI) ซึ่งประกอบด้วย
1. ชั้นพลังงานและการผลิตไฟฟ้า
2. ชั้นชิปและโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล
3. ชั้นศูนย์ข้อมูลและคลาวด์
4. ชั้นโมเดลปัญญาประดิษฐ์
5. ชั้นแอปพลิเคชันและการใช้งานจริง
โดยเขาระบุว่า ทุกชั้นของโครงสร้างนี้ต้องอาศัยการลงทุน การก่อสร้าง และการดำเนินงานจริง ซึ่งหมายถึงการสร้างงานจำนวนมหาศาลทั่วโลก ตั้งแต่ภาคพลังงาน การก่อสร้าง การผลิตขั้นสูง วิศวกรรมเครือข่าย ไปจนถึงนักพัฒนาและผู้ประกอบการดิจิทัล
“ท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นมากที่สุดในชั้นบนสุด คือชั้นแอปพลิเคชัน” เจนเซน หวง (Jensen Huang) กล่าวเพิ่มเติม พร้อมชี้ว่า AI กำลังถูกฝังเข้าไปในภาคการเงิน การแพทย์ การผลิต และบริการ ซึ่งเป็นจุดที่ผลผลิตและกำไรจะทวีคูณ
การลงทุนพุ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านระดับโลก
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ย้ำว่า สัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือกระแสเงินลงทุน โดยระบุว่า ปี 2025 เป็นหนึ่งในปีที่การลงทุนจากบริษัทร่วมทุน (Venture Capital) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ มีเงินมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลเข้าสู่สตาร์ตอัปที่ใช้ AI เป็นแกนหลัก
เงินทุนดังกล่าวกระจายไปยังอุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่การแพทย์ หุ่นยนต์ การผลิตขั้นสูง ไปจนถึงบริการทางการเงิน ซึ่งหวงมองว่า “เป็นครั้งแรกที่โมเดล AI ดีพอจะนำไปใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมได้”
เขาย้ำว่าการลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ แต่แปลตรงไปสู่การจ้างงานจริง ทั้งช่างไฟฟ้า ช่างประปา คนงานก่อสร้าง ช่างเหล็ก วิศวกรระบบ ช่างเทคนิคเครือข่าย ไปจนถึงทีมติดตั้งและดูแลอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูง
AI ไม่ได้ทำลายงาน แต่เปลี่ยนภารกิจเป็นเป้าหมาย
หนึ่งในประเด็นที่เจนเซน หวง (Jensen Huang) ใช้เวลาขยายความ คือ ผลกระทบของ AI ต่อแรงงาน เขาโต้แย้งแนวคิดที่ว่า AI จะทำลายงาน โดยยกตัวอย่างวงการแพทย์ โดยเฉพาะรังสีวิทยา
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ระบุว่า แม้ AI จะช่วยอ่านภาพสแกนได้รวดเร็วขึ้น แต่จำนวนรังสีแพทย์กลับเพิ่มขึ้น เพราะจุดประสงค์ของงานไม่ใช่การดูภาพ แต่คือการวินิจฉัยและช่วยผู้ป่วย เมื่อ AI ลดภาระงานย่อย แพทย์จึงมีเวลาให้ผู้ป่วยมากขึ้น และระบบสาธารณสุขต้องการบุคลากรมากกว่าเดิม
สถานการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นกับวิชาชีพพยาบาล ซึ่งสหรัฐฯ กำลังเผชิญการขาดแคลนพยาบาลราว 5 ล้านคน ส่วนหนึ่งเพราะพยาบาลใช้เวลาทำเอกสารและบันทึกข้อมูลเกือบครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้บันทึกและถอดความการพบผู้ป่วย โดยบริษัทอย่าง เอบริดจ์ (Abridge) และพันธมิตร ทำให้พยาบาลกลับไปโฟกัสการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น
“ผลลัพธ์ คือ โรงพยาบาลมีประสิทธิภาพดีขึ้น และจ้างพยาบาลเพิ่มขึ้น” หวงกล่าว พร้อมสรุปว่า AI กำลังเพิ่มผลิตภาพ และนำไปสู่การจ้างงาน ไม่ใช่การลดคน
AI คือโครงสร้างพื้นฐานของชาติ
หวงย้ำจุดยืนว่า AI ควรถูกมองเป็น โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรือถนน พร้อมกระตุ้นให้ทุกประเทศพัฒนาขีดความสามารถ AI ของตนเอง บนพื้นฐานภาษา วัฒนธรรม และบริบทท้องถิ่น เพื่อไม่ตกเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี
เขายังชี้ว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ภายในเวลาเพียง 2–3 ปี เครื่องมือ AI เข้าถึงผู้คนเกือบ 1,000 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ทักษะด้าน AI กลายเป็นทักษะพื้นฐานใหม่เทียบได้กับทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ
โอกาสของประเทศกำลังพัฒนาและยุโรป
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา หวงมองว่า AI มีศักยภาพในการลดช่องว่างทางเทคโนโลยีที่มีมานาน ขณะที่ยุโรป ซึ่งมีฐานอุตสาหกรรมแข็งแกร่ง สามารถผสาน AI เข้ากับการผลิตและหุ่นยนต์ เพื่อปลดล็อกสิ่งที่เขาเรียกว่า AI ทางกายภาพ (Physical AI)
“คุณไม่ได้แค่เขียน AI แต่คุณสอน AI” เจนเซน หวง (Jensen Huang) กล่าว พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ คือ โอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สำหรับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต
ยังไม่ใช่ฟองสบู่ แต่ต้องลงทุนอีกมาก
แลร์รี ฟิงค์ (Larry Fink) สรุปการสนทนาว่า สิ่งที่ได้ยินสะท้อนว่าโลกยังห่างไกลจากฟองสบู่ AI และตั้งคำถามว่า เราลงทุนมากพอแล้วหรือยัง ซึ่งหวงเห็นด้วยอย่างชัดเจน
“เราจำเป็นต้องลงทุนอีกมาก เพราะเรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานในทุกชั้นของ AI” หวงกล่าว พร้อมย้ำว่าโอกาสครั้งนี้พิเศษอย่างแท้จริง และทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วม
เขาทิ้งท้ายว่า สตาร์ตอัป AI กำลังสร้างชั้นแอปพลิเคชันด้านบน ซึ่งจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า ขณะที่ฟิงค์เสริมว่า การเปิดโอกาสให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและผู้เก็บออมทั่วไปมีส่วนร่วม คือกุญแจสำคัญเพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุคเศรษฐกิจ AI
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
