รีเซต

บิ๊กเทคระส่ำ! Meta-Google-OpenAI เจอภาวะสมองไหล

บิ๊กเทคระส่ำ! Meta-Google-OpenAI เจอภาวะสมองไหล
TNN ช่อง16
1 พฤษภาคม 2569 ( 14:09 )
6

บุคลากรระดับแถวหน้าจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Meta Google และ OpenAI กำลังทยอยลาออกจากบริษัท เพื่อไปก่อตั้งสตาร์ทอัป เอไอ ของตัวเอง ท่ามกลางกระแสที่นักลงทุนเริ่มหันมาเดิมพันกับศักยภาพของบริษัท เอไอ ขนาดเล็กระยะเริ่มต้นมากขึ้น ส่งผลให้หลายบริษัทสามารถระดมทุนได้ด้วยมูลค่ามหาศาลภายในเวลาอันสั้น

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือ David Silver อดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind เพิ่งประกาศเมื่อไม่กี่วันมานี้ ว่า สตาร์ทอัปใหม่ของเขา ที่ชื่อ Ineffable Intelligence  สามารถระดมทุนรอบ Seed หรือรอบเริ่มต้น ได้สูงถึง 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในดีลระดมทุนรอบแรกที่มีมูลค่าสูงที่สุดของวงการ แม้บริษัทจะก่อตั้งมาได้เพียงไม่กี่เดือน

ขณะเดียวกัน Tim Rocktäschel พนักงานของ DeepMind อีกคนหนึ่ง ก็มีรายงานว่าอยู่ระหว่างการระดมทุนสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับบริษัทของเขาที่ชื่อ Recursive Superintelligence

ด้าน AMI Labs สตาร์ทอัปด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งก่อตั้งโดย Yann LeCun อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน เอไอ ของ Meta เมื่อเดือนมีนาคม ประกาศระดมทุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เพียงไม่กี่เดือนหลังจาก เลอคุณ ประกาศลาออก โดยบริษัทกำลังพัฒนาระบบ เอไอ ที่สามารถเรียนรู้จากข้อมูลในโลกจริงได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อดีตพนักงานของ OpenAI DeepMind Anthropic  และ xAI ยังสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในกิจการใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน ไม่ว่าจะเป็น Periodic Labs Ricursive Intelligence  และ Humans& เป็นต้น

และหลายสตาร์ทอัปเหล่านี้ ยังเดินหน้าดึงตัวนักวิจัยและวิศวกรจากบริษัทเดิม รวมถึงจากบริษัท เอไอ รายใหญ่อื่น ๆ ต่อเนื่อง หลังได้รับเงินทุนจำนวนมากจากนักลงทุนที่ต้องการสนับสนุนทีมวิจัยระดับแนวหน้า และเปิดโอกาสให้พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างอิสระมากขึ้น 

Elise Stern กรรมการผู้จัดการกองทุนร่วมทุนสัญชาติฝรั่งเศส Eurazeo ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนของ อามี แล็ปส์ ให้สัมภาษณ์กับ ซีเอ็นบีซี บอกว่า การแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อชิงความเป็นผู้นำด้าน เอไอ ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ กำลังเปิดโอกาสให้กับบริษัทขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวมากกว่า

เพราะเมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำเป็นต้องโฟกัสกับเป้าหมายระยะสั้น และสิ่งที่สร้างความได้เปรียบได้ทันที ส่งผลให้งานวิจัย เอไอ หลายด้านถูกลดความสำคัญลง จนเกิดช่องว่างสำหรับสตาร์ทอัปรายใหม่

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างโมเดลรูปแบบใหม่ ระบบ เอไอ เอเจนต์ งานด้านการอธิบายและทำความเข้าใจการตัดสินใจของ เอไอ หรือโมเดลเฉพาะทางสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม เหล่านี้ แม้จะมีความสำคัญในระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้บริษัทขนาดใหญ่ชนะการแข่งขันได้ในทันที

ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็เริ่มหันมาเร่งลงทุนในห้องปฏิบัติการและสตาร์ทอัป เอไอ ที่ก่อตั้งโดยนักวิจัยระดับแนวหน้าซึ่งเคยทำงานในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มากขึ้น

เห็นได้จากข้อมูลของ Dealroom ระบุว่า เฉพาะช่วงต้นปี 2026 จนถึงปัจจุบัน เงินลงทุนจากกองทุนร่วมลงทุน (VC) ที่ไหลเข้าสู่สตาร์ทอัพ เอไอ ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 2025 มีมูลค่ารวมแล้วกว่า 18,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีแนวโน้มว่า ตลอดทั้งปี 2026 ยอดลงทุนอาจแซงหน้าสตาร์ทอัปรุ่นปี 2024 ที่เคยระดมทุนรวมได้ 27,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีที่ผ่านมา

Elise Stern ยังระบุว่า นักวิจัยที่เคยทำงานในห้องปฏิบัติการ เอไอ ชั้นนำมาก่อน มักจะมีมุมมองเชิงลึกที่หาได้ยาก เพราะเขา เข้าใจว่าเทคโนโลยีใดสามารถทำงานได้จริงเมื่อขยายระบบสู่ระดับใหญ่ รวมถึงมองเห็นชัดเจนว่า เรื่องใดถูกมองข้ามจากองค์กรขนาดใหญ่ และนั่นจะกลายเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสตาร์ทอัปรายใหม่

ด้าน Alexander Joël-Carbonell หุ้นส่วนของ HV Capital กล่าวกับ ซีเอ็นบีซี ว่า บริษัท เอไอ รายใหญ่กำลังเผชิญกับแรงกดดันให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และสร้างรายได้ เพื่อพิสูจน์ว่ามูลค่าบริษัทมหาศาลนั้นคุ้มค่ากับการลงทุน ส่งผลให้นักวิจัยต้องมุ่งไปที่งานที่เห็นผลเร็วและวัดผลได้ง่าย เช่น การพัฒนาโมเดลให้ทำคะแนน benchmark ได้ดีขึ้น การเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการแข่งขันกับคู่แข่งให้ทัน มากกว่าจะมีเวลาทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ที่ยังไม่รู้ผลลัพธ์ชัดเจน

โดยเฉพาะงานวิจัยนอกกระแสหลักของ LLM หรือ เอไอ แชตบอต ซึ่งแม้อาจมีความสำคัญในระยะยาว แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้หรือความได้เปรียบทางธุรกิจได้ทันที จึงถูกลดความสำคัญในช่วงเวลานี้ 

ด้าน บิซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า การเติบโตด้าน เอไอ กำลังผลักดันให้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะอดีตพนักงานจากบิ๊คเทค หันไปก่อตั้งสตาร์ทอัปของตัวเองมากขึ้น ท่ามกลางการปลดคน และนโยบายบังคับให้เข้าออฟฟิศ 

ข้อมูลล่าสุด พบว่า ชาวอเมริกันยื่นจดทะเบียนธุรกิจใหม่เกือบ 6 ล้านรายในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2004 โดยต่างจากยุคโควิด เพราะรอบนี้แรงขับสำคัญมาจาก เอไอ, ตลาดแรงงานที่แข่งขันยากขึ้น และความไม่มั่นคงในการทำงาน

อดีตพนักงานจากบริษัทอย่าง Amazon Google Meta และ Microsoft หลายคน ให้ข้อมูลว่า เอไอ ทำให้พวกเขาเห็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ขณะที่การเลย์ออฟ การชะลอเลื่อนตำแหน่ง และแรงกดดันในการกลับเข้าออฟฟิศ ทำให้การเป็นผู้ประกอบการดูคุ้มค่าที่จะเสี่ยงมากขึ้น หลายคนจึงเลือกลาออกเพื่อสร้างธุรกิจ เอไอ ของตัวเอง แม้จะรู้ว่าการเริ่มต้นธุรกิจมีความเสี่ยงสูงก็ตาม 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง