ถอดรหัส "ภาษีมรดก" ทายาทธุรกิจ Samsung โจทย์ใหญ่ครอบครัวมหาเศรษฐี ส่งต่อความมั่งคั่ง

จากการรายงานข่าวในต่างประเทศหลายสำนัก ที่ระบุว่า ครอบครัว “ลี” ผู้กุมอำนาจอาณาจักรธุรกิจยักษใหญ่ของเกาหลีใต้อย่าง Samsung Group ได้ชำระภาษีมรดกจำนวนมหาศาลครบตามจำนวนแล้ว หลังจากใช้เวลากว่า 5 ปีในการทยอยจ่ายภาษีให้รัฐบาลเกาหลีใต้ โดยถือเป็นหนึ่งในกรณีการเสียภาษีมรดกที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้
โดย Samsung Group ถือเป็นกลุ่มบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การส่งออก และการจ้างงาน โดยธุรกิจในเครือครอบคลุมตั้งแต่สมาร์ตโฟน เซมิคอนดักเตอร์ จอแสดงผล ไปจนถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง ประกันภัย และธุรกิจการเงิน
ภาษีมรดกก้อนมหาศาลนี้ เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของ "ลี คุณ-ฮี" อดีตผู้นำคนสำคัญของ Samsung Group ซึ่งเสียชีวิตในปี 2020 และทิ้งทรัพย์สินมูลค่ากว่า 26 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นเกือบ 6 แสนล้านบาท ไว้ให้ทายาท
ครอบครัวลีต้องเผชิญภาระภาษีมรดกกว่า 12 ล้านล้านวอน เนื่องจากเกาหลีใต้จัดเก็บภาษีมรดกในอัตรา 50% นับเป็นหนึ่งในประเทศที่จัดเก็บภาษีมรดกในอัตราสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แต่ถึงแม้ว่าตระกูลลีจะต้องเผชิญภาษีมรดกมหาศาล แต่พวกเค้ากลับมองว่าการจ่ายภาษีถือเป็น “หน้าที่พื้นฐานของพลเมือง” พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ด้วยการแบ่งชำระภาษีมรดกเป็นงวดตลอดหลายปีที่ผ่านมา
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ การชำระภาษีมรดกครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของระบบภาษีเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มตระกูลมหาเศรษฐี และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรีบกกันว่า “แชโบล” ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก
และที่น่าสนใจไปกว่านั้น ครอบครัวลีที่หลายคนคิดว่าการได้รับมรดกมหาศาลขนาดนี้ กับการต้องเสียภาษีมมรดก คงไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว สินทรัพย์ที่เป็นมรดกไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเงินสดเพียงเท่านั้น อาจจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ สิทธิในสินทรัพย์ เงินลงทุน หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ
ส่งผลให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทายาทของตระกูลลีต้องขายสินทรัพย์บางส่วน รวมถึงใช้เงินปันผลจากหุ้น และทรัพย์สินอื่น ๆ มาชำระภาษีมรดก นั่นเป็นคำตอบว่าทำไมการได้รับมรดกมหาศาล ถึงไม่สามารถจ่ายภาษีได้ในครั้งเดียว
ปัญหานี้สะท้อนถึงการวางแผนในการส่งต่อความมั่งคั่งให้กับคนรุ่นต่อไป ที่กำลังจะเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย เพราะว่า Samsung Group ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่าการส่งต่อความมั่งคั่ง ไม่ใช้เรื่องที่จัดการได้ง่าย ๆ และถ้ายิ่งขาดการวางแผนการส่งต่อยิ่งมีปัญหา
เพราะในปัจจุบันการวางแผนการเงินส่วนบุคคล หรือทั้งครอบครัว มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คนส่วนใหญ่ที่มีความมั่งคั่งจะให้ความสำคัญกับการวางแผนในเรื่องของการสร้างรายได้ หรือ Wealth Contribution, การต่อยอดความมั่งคั่ง หรือ Wealth Accumulation และ การปกป้องความมั่งคั่ง หรือ Wealth Protection จนลืมความสำคัญของการส่งต่อความมั่งคั่ง หรือ Wealth Estate
แต่ปัญหาของ Wealth Estate ที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องของภาษีเพียงอย่างเดียว หน้าที่การเสียภาษีเป็นของพลเมืองในประเทศนั้น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การ "บริหารภาษี" เป็นสิ่งที่พลเมืองทุกคนสามารถทำได้ มรดกไม่จำเป็นต้องส่งต่อจากเจ้ามรดกเมื่อจากไปแล้วเท่านั้น แต่มีวิธีการที่สามารถบริหารภาษีได้ดีกว่า
มองกลับมาที่ประเทศไทย การวางแผนการส่งต่อความมั่งคั่ง แทบจะไม่ถูกพูดถึง ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าเมื่อเจ้ามรดกจากไป ผู้ที่เป็นทายาทก็จะได้รับแทน แต่จากข้อมูลสถิติการฟ้องร้องเรื่องมรดกในประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในคดีแพ่งที่มีการฟ้องร้องมากที่สุด
นั่นหมายความว่า การส่งต่อมรดกนั้นมีปัญหา ด้วยความเข้าใจในข้อกฎหมายที่ยังคลาดเคลื่อน เช่น กฎหมายกับเจตนารมณ์ของเจ้ามรดก ลำดับขั้นของทายาทที่ได้รับมรดก สัดส่วนของกองมรดกที่ทายาทแต่ละลำดับจะได้รับ การจำแนกทรัพย์สินว่าสิ่งใดเป็นมรดกหรือไม่ ไปจนถึงหนี้สิน หรือสิทธิต่าง ๆ นั้นตกเป็นมรดกหรือไม่
ถึงเวลาแส้วที่ทุกครอบครัวจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนมรดก อย่าปล่อยให้การสร้างฐานะ สร้างความมั่งคั่ง จนสามารถต่อยอด และปกป้องคุ้มครองรักษาความมั่งคั่งนั้นไว้ได้ กลายเป็นปัญหาเมื่อถึงเวลาที่จะต้องส่งต่อให้กับรุ่นต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
