รีเซต

ศึกแว่นตา AI เดือด! "ซัมซุง" ท้าชน "Meta" รับเทรนด์ตลาดพุ่ง

ศึกแว่นตา AI เดือด! "ซัมซุง" ท้าชน "Meta" รับเทรนด์ตลาดพุ่ง
TNN ช่อง16
27 กรกฎาคม 2569 ( 12:17 )
7

งาน Galaxy Unpacked สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจาก ซัมซุง (Samsung) จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นใหม่แล้ว บริษัทฯ ยังเผยโฉมแว่นตาอัจฉริยะ (หรือแว่นตา AI) สู่สาธารณะเป็นครั้งแรกอีกด้วย ทำให้กลายเป็นผู้เล่นรายใหม่ ที่เข้าไปในตลาดนี้เพื่อท้าชิงกับเจ้าตลาดอย่าง เมตา (Meta) 

แว่นตารุ่นที่ ซัมซุง นำมาเปิดตัว พัฒนาร่วมกับแบรนด์แว่นตา 2 รายคือ Gentle Monster  และ Warby Parker แม้บริษัทยังไม่ประกาศวันวางจำหน่ายที่แน่นอน แต่ก็ระบุว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ 

ภายในงาน ซัมซุงเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับฟีเจอร์และฮาร์ดแวร์ของแว่นเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยระบุว่า ตัวแว่นตาทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android XR มาพร้อมกับไมโครโฟนในตัว ลำโพงแบบเปิดหู และกล้องในตัว ที่ติดตั้งไว้บริเวณขาแว่น ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon AR1 Gen 1 รองรับการใช้งาน Gemini ผ่านคำสั่งเสียงหรือการสัมผัส ขณะที่บางฟีเจอร์สามารถควบคุมด้วยท่าทางได้ เมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟน หรือกับ Galaxy Watch

ด้านการใช้งาน ผู้ใช้สามารถถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังมองเห็นอยู่ตรงหน้า หรือรับคำแนะนำเส้นทางแบบเรียลไทม์, โทรออก, แปลคำพูดและแปลความหมายตามป้ายต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ยังสามารถสรุปข้อความยาว ๆ, บันทึกข้อมูลจากกระดาน (ไวท์บอร์ด) และส่งไปเก็บใน Samsung Notes ได้, จดจำบริบทของบทสนทนาก่อนหน้า ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องอธิบายเรื่องเดิมซ้ำ ๆ รวมถึงการแชร์มุมมองที่ผู้ใช้กำลังเห็นระหว่างการสนทนาทางวิดีโอ ตลอดจนรองรับการบันทึกวิดีโอในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง และการถ่ายภาพแบบแฮนด์ฟรี

แว่นตารุ่นนี้ สามารถใช้งานได้นานถึง 9 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขณะที่ เคสชาร์จที่มาคู่กัน สามารถชาร์จแบตเตอรี่เพิ่มเติมได้อีกสูงสุด 7 รอบ 

ด้านความเป็นส่วนตัว ตัวแว่นติดตั้งไฟ LED แสดงสถานะการใช้งานบนกรอบแว่น โดยไฟจะสว่างขึ้น เมื่อกล้องกำลังบันทึกภาพ และระบบจะปิดการใช้งานกล้องโดยอัตโนมัติ หากไฟ แอลอีดี ถูกปิดหรือถูกดัดแปลง เพื่อป้องกันการแอบบันทึกภาพผู้อื่น

สำหรับราคาจำหน่าย ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ระบุว่าจะวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม พรีเมียม

James Choi รองประธานบริหาร ซัมซุง และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา ให้ข้อมูลกับ ซีเอ็นบีซี ว่า แว่นจะวางจำหน่ายผ่านช่องทางการขายของพันธมิตรทั้ง เจนเทิล มอนสเตอร์ และ วาร์บี ปาร์กเกอร์ ส่วนเรื่องราคา บริษัทฯ ต้องการกำหนดราคาให้สมเหตุสมผล แต่ด้วยคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ทำให้ต้องวางตำแหน่งสินค้าให้เป็นสินค้าพรีเมียม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะแพงจนเกินไป 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การเปิดตัวแว่นตา เอไอ ของ ซัมซุง จะทำให้การแข่งขันในตลาดแว่นตาอัจฉริยะทวีความรุนแรงขึ้น และ เมตา ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบัน ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งรายใหม่มากขึ้น

ซัมซุงถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก และการก้าวเข้าสู่ตลาดแว่นตาประเภทนี้ ถือเป็นการเข้าสู่สมรภูมิที่เมตาครองความเป็นผู้นำมานานหลายปี

เปาโล เปสกาโตเร ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย PP Foresight ให้สัมภาษณ์กับ ซีเอ็นบีซี บอกว่า การเข้าสู่ตลาดของซัมซุง ถือเป็นความท้าทายที่จริงจังสำหรับ เมตา แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ซัมซุงจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

เขาอธิบายอีกว่า ปัจจุบัน เรย์ แบน เมตา มีการรับรู้แบรนด์ที่แข็งแกร่ง และจำนวนผู้ใช้งานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ซัมซุง แม้จะมีฐานผู้ใช้สมาร์ตโฟนจำนวนมหาศาล แต่ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถเปลี่ยนผู้ใช้สมาร์ตโฟนให้หันมาใช้อุปกรณ์อื่นในระบบนิเวศ กาแลกซี ได้มากนัก

ดังนั้น แว่นตาประเภทนี้ จึงถือเป็นอีกโอกาสสำคัญในการต่อยอดการขายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าเดิม แต่ซัมซุงจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ผู้บริโภคเห็นว่า สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง และเป็นมากกว่าเพียงอุปกรณ์เสริมของสมาร์ตโฟน 

ด้านบริษัทวิจัยตลาด IDC (ไอดีซี) ประเมิน ตลาดแว่นตาอัจฉริยะ กำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างก้าวกระโดด

โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดจัดส่งแว่นตา แบบไม่มีหน้าจอ (Display-less Smart Glasses) เพิ่มขึ้นถึง 167% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้าน 2 แสน 5 หมื่นเครื่อง ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับยอดจัดส่งตลอดทั้งปี 2024 ที่มีอยู่ราว 2 ล้าน 7 แสนเครื่อง

ส่วนแว่นตาที่มีหน้าจอแสดงผล ซึ่งอยู่ในกลุ่ม AR/VR มียอดจัดส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับปีก่อน 

สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอุปกรณ์ในรูปแบบแว่นตากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเริ่มเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

ไปดูส่วนแบ่งตลาดแว่นตา เอไอ ในไตรมาสแรกของปี 2026

Meta (เมตา) ครองตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 70 (69.2%) โดยมีปัจจัยสำคัญจากความร่วมมือกับ Ray-Ban (เรย์แบน) และ EssilorLuxottica (เอสซิลอร์ ลูซอตติกา) ผู้ผลิตแว่นตารายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงความแข็งแกร่งด้านการตลาดที่คู่แข่งขันที่ทัดเทียม มีไม่มากนัก

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือ เรย์ แบน เมตา สามารถสร้างแว่นตาที่ผู้บริโภคเต็มใจสวมใส่ออกไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้ แตกต่างจากอุปกรณ์ XR (เอ็กซอาร์) รุ่นก่อน ๆ ที่มักถูกมองว่าเหมาะกับการใช้งานเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

ส่วนผู้เล่นรายอื่นยังมีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างกระจัดกระจาย โดย RayNeo อยู่อันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งตลาด อยู่ที่ ร้อยละ 3.4 จากผลิตภัณฑ์แว่นตาที่มีหน้าจอแสดงผลและราคาจับต้องได้

Xiaomi ตามมาเป็นอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งร้อยละ 3.1 จากยอดขายในจีนเป็นหลัก ทั้งรุ่นที่เน้นระบบเสียงและรุ่นที่มีกล้องในตัว

อันดับ 4 คือ Viture ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ ร้อยละ 2.5 หลังขยายการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกในสหรัฐฯ และเปิดตัวแว่นรุ่น Beast 

และ XREAL อยู่อันดับ 5 ด้วยส่วนแบ่งร้อยละ 2 โดยแบรดน์อยู่ระหว่างเตรียมรุกตลาดผ่านแพลตฟอร์ม Android XR 

ขณะที่กลุ่มอื่นๆ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันร้อยละ 19.8 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ 

ไอดีซี ยังประเมินว่า ตลาดแว่นตาอัจฉริยะจะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โดยคาดว่า ยอดจัดส่งแว่นตาอัจฉริยะแบบไม่มีหน้าจอจะเพิ่มจาก 13 ล้าน 6 แสนเครื่องในปี 2026 เป็น 27 ล้าน 3 แสนเครื่องในปี 2030 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 18.9 ต่อปี 

ด้านมูลค่าตลาด คาดว่าจะอยู่ที่ 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และเพิ่มเป็น 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 ก่อนที่การเติบโตของรายได้จะเริ่มชะลอลง เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง