สงครามเขย่าโลกพลังงาน ชาติก่อมลพิษโกยกำไร สวนทางกระแสพลังงานสะอาด

ราคาน้ำมันพุ่งแตะประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบางการคาดการณ์ชี้ว่าอาจขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยจากวิกฤตปุ๋ยขาดแคลน โครงการอาหารโลกของสหรัฐเตือนว่า ความไม่มั่นคงทางอาหารทั่วโลกอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอาจมีผู้คนอีก 45 ล้านคนเข้าสู่ภาวะหิวโหยขั้นรุนแรง ขณะที่อุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่เหล็กไปจนถึงเคมีภัณฑ์ต่างเผชิญต้นทุนพุ่งและภาวะขาดแคลน ประชาชนทั่วโลกต้องปรับตัว ลดการใช้พลังงาน หันมาใช้ขนส่งสาธารณะ หรือประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น
ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งนับเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ลำดับที่ 3 ในรอบ 6 ปี ต่อจากสงครามยูเครนและการระบาดของโควิด-19 ได้สะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก ด้าน “ไซมอน สตีลล์” เจ้าหน้าที่ด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ระบุว่า “การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังบ่อนทำลายความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ และแทนที่ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น”
การวิเคราะห์ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ 10 อันดับของโลกพบว่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ยังยึดติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และกลุ่มที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเกิดแนวโน้มใหม่ที่เรียกว่า “รัฐพลังงานไฟฟ้า” แข่งขันกับ “รัฐน้ำมัน”
สถานการณ์สงครามยิ่งตอกย้ำความแตกต่างดังกล่าว แม้แนวโน้มโลกจะเอื้อพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมีสัดส่วนแซงถ่านหินเป็นครั้งแรก และการลงทุนด้านพลังงานสะอาดสูงกว่าฟอสซิลถึง 2 เท่า แต่ราคาพลังงานที่พุ่งกลับทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น สหรัฐ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ได้รับผลประโยชน์มหาศาล
ด้าน “จีน” ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด โดยการปล่อยก๊าซเริ่มทรงตัวหรือลดลง การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูง และเทคโนโลยีสีเขียวกลายเป็นสัดส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ขณะที่ “อินเดีย” ก็เริ่มขยับตาม โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 60% ภายในปี 2035 แม้ยังต้องพึ่งพาถ่านหินในระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังอยู่ในภาวะ “สองทางเลือก” เช่น เยอรมนีและญี่ปุ่นที่ยังพึ่งพาก๊าซ หรืออินโดนีเซียที่แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะดุดจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ด้านสหรัฐฯ แม้ภาคพลังงานสะอาดเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา แต่ภายใต้นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมีความพยายามหันกลับไปสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่รัสเซียยังคงใช้พลังงานเป็นเครื่องมือทางการเมือง และแทบไม่ให้ความสำคัญกับการลดโลกร้อน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การลดก๊าซมีเทน ซึ่งมีศักยภาพทำลายสภาพภูมิอากาศสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า อาจเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการชะลอภาวะโลกร้อนในระยะสั้น โดยหากดำเนินการอย่างจริงจัง อุณหภูมิโลกอาจลดลงได้ 0.3 องศาเซลเซียสภายในทศวรรษหน้า
ทั้งนี้ ประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ 10 อันดับแรกของโลก มีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนรวมกันถึง 2 ใน 3 ของโลก และยังเป็นผู้ส่งออกพลังงานฟอสซิลรายสำคัญ อนาคตของโลกจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประเทศเหล่านี้
แม้สงครามอิหร่านอาจยุติลงในไม่ช้า แต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะมาถึงอาจรุนแรงยิ่งกว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจเทียบได้กับการเกิดสงครามน้ำมันครั้งใหม่ในทุก ๆ ปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
