รีเซต

Clean Energy: ผู้ชนะในยุคสงครามพลังงาน & น้ำมันแพง

Clean Energy: ผู้ชนะในยุคสงครามพลังงาน & น้ำมันแพง
TNN ช่อง16
28 เมษายน 2569 ( 20:27 )
13

ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันได้กลับมาเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ความผันผวนของราคาน้ำมันในรอบนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่กำลังบ่งชี้ถึง “การเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของระบบพลังงานโลก ซึ่งกำลังเคลื่อนจากยุคที่เน้น “พลังงานต้นทุนต่ำ” ไปสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงของพลังงาน”

หากพิจารณาแนวโน้มของราคาน้ำมัน เราประเมินว่า แม้สถานการณ์สงครามจะเริ่มคลี่คลายลงในระยะข้างหน้า แต่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงที่ประมาณ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจะไม่สามารถกลับมาได้ทันทีในช่วง 2-4 เดือนแรก จากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานและข้อจำกัดด้านการฟื้นฟูกำลังการผลิต ส่งผลให้ตลาดน้ำมันมีแนวโน้มเผชิญกับภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ 

ในขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ได้ใช้คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาพลังงานภายในประเทศ ทำให้หลายประเทศต้องกลับเข้าซื้อน้ำมันเพื่อเติมคลังสำรองอีกครั้งหลังสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ซึ่งจะยิ่งเพิ่มอุปสงค์ในตลาดน้ำมันและทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงได้นานกว่าที่ตลาดคาด


สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกไม่ได้มองหาเพียง “แหล่งพลังงานที่ราคาถูกที่สุด” อีกต่อไป แต่หันมาให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและความหลากหลายของแหล่งพลังงาน” เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันหรือก๊าซจากบางภูมิภาค 

การเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อรัฐบาลสหรัฐภายใต้ Donald Trump ได้ประกาศยกระดับ “พลังงาน” ให้เป็นประเด็นด้านความมั่นคงของชาติ ผ่านการใช้อำนาจตาม Defense Production Act of 1950 เพื่อเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน โรงไฟฟ้า ไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้าและระบบ Smart Grid 

สาระสำคัญของนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงาน แต่เป็นการแก้ปัญหา “คอขวดเชิงโครงสร้าง” ของระบบพลังงานสหรัฐ โดยเฉพาะในส่วนของโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการส่งผ่านพลังงานไปยังภาคเศรษฐกิจ และนี่คือการส่งสัญญาณเชิงนโยบาย (Policy Signal) ที่ชัดเจนว่า มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกไม่ได้มองพลังงานเป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับประเทศ 


 

 

ในขณะเดียวกัน Megatrend ด้านเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ก็ได้เข้ามาเร่งความต้องการพลังงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งการเติบโตของ AI และ Data Center ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับสูง รวมไปถึงการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ระบบทำความร้อน และเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบ Internet of Things (IoT) ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ

ภายใต้บริบทดังกล่าว  สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการไฟฟ้ากำลังเข้าสู่ “รอบการเติบโตครั้งใหม่” หลังจากที่ทรงตัวมาเป็นเวลานาน และจุดนี้เองที่ทำให้ “หุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด” จึงกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะ ESG (Environmental, Social, and Governance) แบบเดิม หากแต่เป็น EST (Energy Security Transition) หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อเสริมความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีข้อได้เปรียบสำคัญของพลังงานสะอาด ก็คือสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และมีต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ดังนั้น ในยุคที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” ของนักลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “ทางหลัก” ของพอร์ตการลงทุน ที่สามารถสร้างการเติบโตควบคู่ไปกับโลกยุคน้ำมันแพงและวิกฤตพลังงาน ในเชิงการจัดพอร์ตการลงทุน เราแนะนำ เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overwieght) ในกองทุนที่สอดรับกับธีม Energy Security Transition อย่าง BGF Sustainable Energy Fund ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก และ iShares Nasdaq Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund ที่มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid ซึ่งถือเป็น “คอขวดสำคัญ” ของระบบพลังงานยุคใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง