จับตาสงครามตะวันออกกลาง-ทิศทางดอกเบี้ยเฟด แนะกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ความผันผวน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก แม้จะเข้าสู่ช่วงการหยุดยิงชั่วคราว แต่บรรยากาศโดยรวมยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน TNN WEALTH ได้สรุปประเด็นจากการสัมภาษณ์ของคุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เพื่อเป็นแนวทางในการปรับกลยุทธ์การลงทุน
ทิศทางสงครามตะวันออกกลางและการเจรจา
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงมีความซับซ้อนและต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
การหยุดยิงในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าสงครามได้สิ้นสุดลง และสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความเปราะบางสูง
กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอนอย่างหนัก โดยมีเป้าหมายหลักคือการยึดพื้นที่ตอนใต้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับอิหร่านเป็นอย่างมาก จนเกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นายชาบาส ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ได้พยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางและโพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) ถึงแนวทางการหยุดยิงในทุกพื้นที่ แต่อิสราเอลได้ออกมายืนยันว่าจะไม่นับรวมพื้นที่เลบานอนเข้าสู่ข้อตกลงนี้
ทางด้านสหรัฐอเมริกาได้แสดงท่าทีสงวนตัวและถอยห่างออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสงครามไม่ได้มีพัฒนาการที่เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
นักวิเคราะห์มองว่าการเจรจาในรอบนี้มีความหวังสูง เนื่องจากมีตัวกลางระดับนานาชาติเข้ามาช่วยประสานงานผลักดันเป็นจำนวนมาก อาทิ จีน ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี อียิปต์ กาตาร์ และคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC)
สหรัฐฯ มีความพยายามที่จะยั้งนายโดนัลด์ ทรัมป์ เอาไว้ไม่ให้ก่อเรื่องครั้งใหญ่
การส่งตัวแทนเจรจาของสหรัฐฯ ในรอบนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น นำโดยนายเจดี แวนซ์ (JD Vance) รองประธานาธิบดี และนายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทางฝั่งอิหร่านมีนายมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ประธานาธิบดีอิหร่าน เป็นผู้นำการเจรจา
คาดการณ์ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและการเจรจาน่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์ที่ 7 หรือสัปดาห์ที่ 8 นี้
แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
สำหรับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มีประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตาม คือ
โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ทิศทางนโยบายจะต้องรอดูผลการประชุมเฟดในช่วงปลายเดือน และติดตามการหมดวาระของนายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ในเดือนหน้า
ตลาดกำลังจับตาการเข้ามารับตำแหน่งของนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งคาดว่าในการประชุมนัดแรก ๆ จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในทันที
แนวโน้มหลักคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจเกิดขึ้นในรอบการประชุมเดือนกรกฎาคมหรือเดือนกันยายน
เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเงินเฟ้อกลับมา เฟดอาจเลือกใช้มาตรการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ (QT) ควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ย
แม้การทำ QT อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นมีสภาวะซบเซาลงบ้าง แต่การลดดอกเบี้ยจะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากกว่า เนื่องจากเป็นการช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระบบ
กลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุน
ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง คุณประกิต ได้ให้คำแนะนำในการจัดพอร์ตลงทุนดังนี้
นักลงทุนไม่ควรทุ่มน้ำหนักการลงทุนไปที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งแบบเต็มกำลัง เนื่องจากตลาดยังมีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อข่าวสาร
แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบผสมผสาน โดยถือครองหุ้น (Equity) ในสัดส่วนประมาณ 60-70% ของพอร์ต
สัดส่วนที่เหลือ แนะนำให้กระจายการลงทุนในกลุ่มพันธบัตร (Bond) หรือเลือกถือครองเงินสดเพื่อรักษาสภาพคล่อง
สำหรับกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี หุ้น DELTA ถือเป็นหุ้นเทคโนโลยีเต็มตัวของไทยที่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ แต่ปัจจุบันมีราคาที่ค่อนข้างแพง โดยมีค่า PE สูงถึง 100 เท่าแนะนำให้พิจารณาหุ้น HANA ซึ่งมีพัฒนาการที่น่าสนใจและมีโอกาสเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ นอกจากนี้ หุ้น GULF เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นเป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
