โตโยต้ากระจายความเสี่ยง เร่งลงทุนสร้างโรงงานในสปป.ลาว

แม้จะเป็นการลงทุนเพียง 520 ล้านบาท และเป็นโรงงานขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตเพียง 5,000 คันต่อปีแต่การตัดสินใจของโตโยต้า ที่จะสร้างโรงงานประกอบรถยนต์แห่งใหม่ใน สปป.ลาว กลับสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน
คำถามคือ ทำไมค่ายรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก ต้องไปตั้งโรงงานในประเทศที่มียอดขายรถยนต์รวมทั้งประเทศเพียงหลักหมื่นคันต่อปี ทั้งที่ปัจจุบันรถกระบะไฮลักซ์ และรถเอสยูวีฟอร์จูนเนอร์ ที่จำหน่ายในลาว ก็ผลิตจากโรงงานในไทยอยู่แล้ว
หากมองเฉพาะต้นทุนการผลิต โรงงานในไทยย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าอย่างชัดเจนแต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ใช่เรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เปลี่ยน คือ "กติกา" โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลลาวประกาศระงับการนำเข้ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ทั้งรถเบนซินและดีเซล เป็นการชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2569 โดยให้เหตุผลว่า ต้องการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ลาวยังเดินหน้าออกมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศ ทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และการส่งเสริมการลงทุน นั่นทำให้สถานะของ "ผู้ผลิตในประเทศ" เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้โตโยต้าจะไม่ได้ระบุโดยตรงว่า มาตรการเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ต้องมาตั้งโรงงานในลาว แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลลาว กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ค่ายรถญี่ปุ่นต้องปรับยุทธศาสตร์
อีกปัจจัยที่หลายฝ่ายจับตา คืออิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นใน สปป.ลาว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนเข้ามาลงทุนในลาวอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟความเร็วสูง พลังงาน และภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน จีนยังเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของโลก และกำลังขยายอิทธิพลเข้าสู่ตลาดอาเซียนอย่างรวดเร็ว เมื่อรัฐบาลลาวผลักดันนโยบาย EV มากขึ้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเชื่อมโยงกับบทบาทของจีนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การย้ายฐานการผลิตหนีออกจากประเทศไทยเพราะในปี 2569 โตโยต้ายังคงตั้งเป้าผลิตรถยนต์ในไทยมากกว่า 633,000 คัน และส่งออกกว่า 425,000 คัน แต่เป็นการกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือกับกฎระเบียบใหม่ และความไม่แน่นอนทางนโยบายในอนาคต
พูดอีกแบบหนึ่งคือจากเดิมที่โตโยต้าเคยส่งรถจากไทยเข้าไปขายในลาวได้อย่างราบรื่น วันนี้บริษัทเลือกสร้างฐานการผลิตขนาดเล็กในลาว เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ว่ากติกาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ยังสามารถรักษาตลาดเอาไว้ได้ และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า สงครามยานยนต์ในอาเซียนยุคใหม่ ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องคุณภาพรถ หรือกำลังการผลิตอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันด้วยนโยบายรัฐ อิทธิพลทางเศรษฐกิจ และการช่วงชิงบทบาทในยุครถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
