อัตราการรู้หนังสือของคนไทยเพิ่มขึ้น ปลุกความหวังการศึกษาไทยขยับขึ้นเวทีโลก

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา และนายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประชุมแถลงข่าวผลการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทยปี 2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
อัตราการรู้หนังสือตัวชี้วัดสำคัญสะท้อนระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า อัตราการรู้หนังสือถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนระบบการศึกษาของแต่ละประเทศทั้งในด้านคุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงระบบการศึกษา จึงเป็นตัวชี้วัดที่หน่วยงานทางการศึกษาระดับนานาชาตินิยมใช้จัดอันดับทางการศึกษา โดยพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทย ปี 2568 โดยพัฒนาแบบสำรวจการอ่านของประชากรที่จัดทำโดยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำการสุ่มตัวอย่างครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 7,429 ตำบล คิดเป็น 225,963 ครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 533,024 คน
ผลการสำรวจ อัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรไทย
ผลการสำรวจ ฯ พบว่า อัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป อยู่ที่ 1.17% และอายุ 7 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 1.16% เมื่อพิจารณาในรายจังหวัด พบว่า 51 จังหวัด มีอัตราการไม่รู้หนังสือน้อยกว่า 1% 25 จังหวัด มีอัตราการไม่รู้หนังสือระหว่าง 1 – 5% และมีเพียงจังหวัดเดียวที่มีอัตราการไม่รู้หนังสือสูงกว่า 10%
ภัยเงียบที่ทำให้คุณภาพการอ่านของคนไทยลดน้อยลง
ซึ่งมีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ได้แก่
1) ภาวะการลืมหนังสือ การอ่านน้อยลง หรือการถดถอยของทักษะในการอ่านในผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ที่ไม่มีงานทำมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ทำให้คุณภาพการอ่านของคนไทยลดน้อยลง
2) ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการรู้หนังสือมากขึ้น คือ แรงขับจากการต้องการมีงานทำ โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรม
3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพในการรู้หนังสือของผู้เรียน พบว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว
4) สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการรู้หนังสือ และป้องกันภาวะการลืมหนังสือ คือ การกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันตามความสนใจ และกลุ่มอายุ เช่น ชมรมผู้สูงอายุ จะช่วยให้เกิดพัฒนาตนเองกันระหว่างกลุ่ม
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
1) การสร้าง Active Ageing ผ่านการรู้หนังสืออย่างมีส่วนร่วมจะช่วยทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ความมั่นคงในชีวิต และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนสูงวัย
2) การส่งเสริมการรู้หนังสือที่เพิ่มมากขึ้นต้องสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามความสนใจและต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
3) การประยุกต์ใช้ AI รวมทั้งการจัดทำสื่อที่ทันสมัยและน่าสนใจ จะช่วยทำให้ประชากรในทุกช่วงวัยได้มีโอกาสพัฒนาการอ่านได้ดีมากยิ่งขึ้น
4) การส่งเสริมให้ประชากรที่ว่างงานมีงานทำเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วงส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตนเอง และพัฒนาทักษะการอ่านได้ดีมากยิ่งขึ้น
ด้าน นายธนากร กล่าวว่า สิ่งที่ สกร.จะดำเนินการต่อไป คือ นำกิจกรรมนำการอ่าน โดยให้ห้องสมุดประจำอำเภอจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ได้รู้ในสิ่งที่ต้องการ และเสริมการอ่านป้องกันการลืมหนังสือ รวมถึงดำเนินการของบประมาณเพื่อนำที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านกลับมาให้ประชาชนได้มีสถานที่แลกเปลี่ยนพูดคุยร่วมกัน
ทั้งนี้ ผลการสำรวจการรู้หนังสือของคนไทย จะเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และสังเคราะห์การพัฒนาการศึกษาเพื่อประกอบการจัดทำแผนและยุทธศาสตร์การศึกษา และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศ รวมถึง สกศ. ได้หารือ UNESCO และส่งผลข้อมูลนี้ซึ่งมีความเป็นปัจจุบันไปใช้ในการจัดอันดับระดับนานาชาติได้อย่างแม่นยำและสะท้อนคุณภาพการศึกษาไทยได้อย่างแท้จริง