ย้อนรอยปลาหมอคางดำ จากตลาดปลาสวยงามสู่คำตอบใน DNA

เรื่องราวของ “ปลาหมอคางดำ” ในประเทศไทยมีข้อมูลหลายส่วนที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน ตั้งแต่ชื่อที่ใช้เรียกในแต่ละช่วงเวลา ข้อมูลในระบบการค้าปลาสวยงาม เอกสารการเคลื่อนย้าย ไปจนถึงหลักฐานทางพันธุกรรมที่ช่วยศึกษาความสัมพันธ์ของประชากรปลาในพื้นที่ต่าง ๆ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อปลาชนิดนี้เข้าสู่มาตรการควบคุม ก่อนที่การศึกษาทางพันธุกรรมในเวลาต่อมาจะช่วยเปิดอีกมุมของคำถามว่า ประชากรปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ปี 2561 จุดเปลี่ยน “ปลาหมอสีคางดำ”
วันที่ 9 มกราคม 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศควบคุมสัตว์น้ำ 3 ชนิด ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง เว้นแต่ได้รับอนุญาต
สัตว์น้ำทั้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย ปลาหมอสีคางดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ปลาหมอมายัน Cichlasoma urophthalmus และปลาหมอบัตเตอร์ Heterotilapia buttikoferi
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ก่อนเข้าสู่มาตรการควบคุม ปลาชนิดนี้เคยอยู่ตรงไหนในระบบการเลี้ยงและการค้าของประเทศไทย ใครเลี้ยง ใครซื้อขาย และมีการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใดบ้าง
การค้นหาคำตอบจึงต้องย้อนกลับไปก่อนปี 2561
ก่อนปี 2561 ชื่อปลาชนิดนี้ปรากฏในตลาดปลาสวยงาม
“ปลาสวยงาม” เป็นธุรกิจระหว่างประเทศที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ มูลค่าตลาดเฉพาะตัวปลาทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 7–9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 2.2–2.8 แสนล้านบาท โดยมากกว่าครึ่งเป็นกลุ่มปลาสวยงามน้ำจืดเขตร้อน หรือ Tropical Freshwater Ornamental Fish
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้เล่นของอุตสาหกรรมปลาสวยงามในเอเชีย มีส่วนแบ่งการส่งออกประมาณ 11% และมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย มากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
เครือข่ายของอุตสาหกรรมนี้ประกอบด้วยหลายส่วน ตั้งแต่ผู้เพาะเลี้ยง ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง ไปจนถึงผู้ซื้อในต่างประเทศ
เมื่อย้อนดูข้อมูลที่ปรากฏในระบบของกรมประมงช่วงปี 2556–2559 พบรายการส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตในลักษณะปลาสวยงามภายใต้ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron รวม 326,240 ตัว จากรายการส่งออก 212 ครั้ง ไปยัง 17 ประเทศ และปรากฏชื่อผู้ส่งออก 11 ราย
ประเทศปลายทางทั้ง 17 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน ตุรกี คูเวต อาเซอร์ไบจาน ออสเตรเลีย รัสเซีย โปแลนด์ อิหร่าน ซิมบับเว แคนาดา อียิปต์ เลบานอน ญี่ปุ่น อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา
ข้อมูลส่วนนี้ทำให้เห็นว่า ก่อนปี 2561 ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron เคยปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลการค้าปลาสวยงามของไทย และไม่ได้ปรากฏกับผู้ประกอบการเพียงรายเดียว
ปลาเดียวกัน แต่ชื่อเรียกเปลี่ยนตามช่วงเวลา
อีกประเด็นที่มีความสำคัญต่อการย้อนรอยคือ “ชื่อปลา”
ในช่วงเวลาหนึ่ง ปลาที่ปัจจุบันเรียกว่า “ปลาหมอคางดำ” มีชื่อเรียกว่า “ปลาหมอเทศข้างลาย” ขณะที่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี 2561 ระบุชื่อภาษาไทยของ Sarotherodon melanotheron ว่า “ปลาหมอสีคางดำ”
จึงมีลำดับชื่อที่ปรากฏแตกต่างกัน ได้แก่ “ปลาหมอเทศข้างลาย” “ปลาหมอสีคางดำ” และ “ปลาหมอคางดำ” แต่มีจุดอ้างอิงกลับไปยังชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron
กรณีดังกล่าวมีความสำคัญต่อการค้นข้อมูลย้อนหลัง เนื่องจากปลาในตลาดปลาสวยงามสามารถมีทั้งชื่อสามัญ ชื่อทางการค้า ชื่อที่ผู้เลี้ยงนิยมเรียก และชื่อวิทยาศาสตร์
ตลาดปลาสวยงามของไทยยังมีปลาต่างถิ่นหลากหลายชนิดที่ได้รับความนิยม เช่น ออสการ์ พีค็อก เรดเดวิล ฟลาวเวอร์ฮอร์น และปลาหมอบัตเตอร์
การเป็น “ปลาต่างถิ่น” จึงไม่ได้แยกออกจากโลกของ “ปลาสวยงาม” เพราะปลาสวยงามจำนวนหนึ่งที่อยู่ในตลาดมีถิ่นกำเนิดอยู่นอกประเทศไทย และถูกนำมาเลี้ยง ซื้อขาย และเพาะพันธุ์มาเป็นเวลานาน
เมื่อต้องค้นข้อมูลย้อนหลัง การใช้เพียงชื่อภาษาไทยจึงอาจไม่เพียงพอ ขณะที่ ชื่อวิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งในจุดอ้างอิงสำคัญในการระบุชนิดปลา
ย้อนรอยการส่งออก ต้องดูมากกว่าชื่อภาษาไทย
การส่งออกปลาและสัตว์น้ำจากประเทศไทยมีข้อมูลและเอกสารหลายส่วนเกี่ยวข้อง โดยกระบวนการสามารถแบ่งเป็น 7 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่ การขึ้นทะเบียนฟาร์ม การขออนุญาตส่งออก การตรวจสุขภาพหรือจัดทำใบรับรอง การตรวจสอบข้อกำหนด CITES หากเกี่ยวข้อง การเตรียมเอกสาร ผ่านพิธีการด่านและศุลกากร จนถึงการบรรจุและขนส่ง
การระบุชนิดปลามีความสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากชื่อที่ใช้เรียกทั่วไปอาจแตกต่างกันระหว่างผู้เลี้ยง ผู้ค้า และแต่ละประเทศ
ชื่อวิทยาศาสตร์ หรือ Scientific Name จึงเป็นข้อมูลหนึ่งที่ช่วยระบุว่าเป็นปลา Species ใด รวมถึงใช้ประกอบการตรวจสอบข้อกำหนดด้านสุขอนามัย การควบคุมชนิดพันธุ์ หรือ CITES ในกรณีที่เกี่ยวข้อง และช่วยลดความสับสนจากชื่อสามัญหรือชื่อทางการค้า
ดังนั้น การย้อนรอยการเคลื่อนย้ายปลาในอดีตจำเป็นต้องนำข้อมูลหลายส่วนมาประกอบกัน ทั้ง ชื่อวิทยาศาสตร์ วันที่ จำนวน ผู้เกี่ยวข้อง และเอกสารประกอบ
เอกสารช่วยบอกสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ แต่หากต้องการศึกษาว่าประชากรปลาที่พบตามพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ยังมีหลักฐานอีกประเภทหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประกอบ นั่นคือ DNA
งานวิจัย DNA ศึกษาปลาหมอคางดำ 20 พื้นที่ในไทย
งานวิจัยเรื่อง Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Aquaculture Reports ศึกษาปลาหมอคางดำจาก 20 พื้นที่ในประเทศไทย เพื่อศึกษาความหลากหลายและความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของประชากรปลา
ผลการศึกษาพบรูปแบบพันธุกรรม หรือ Haplotype จำนวน 19 รูปแบบ โดยในจำนวนนี้มี 13 Private Haplotypes หรือรูปแบบที่พบเฉพาะในตัวอย่างจากบางพื้นที่
กล่าวได้ว่า ปลาหมอคางดำจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่ศึกษาไม่ได้มีรูปแบบ DNA เหมือนกันทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น ประชากรปลาใน สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี พบรูปแบบพันธุกรรมบางแบบที่ไม่พบในตัวอย่างจากพื้นที่อื่นที่ศึกษา
ผลวิจัยสนับสนุน “เข้ามามากกว่าหนึ่งครั้ง”
เมื่อนักวิจัยนำรูปแบบ DNA และโครงสร้างประชากรมาวิเคราะห์ พร้อมเปรียบเทียบกับข้อมูลพันธุกรรมจากถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก ผลการศึกษาสนับสนุนว่า ปลาหมอคางดำในประเทศไทยมีการเข้ามามากกว่าหนึ่งครั้ง และเชื่อมโยงกับมากกว่าหนึ่งแหล่งทางภูมิศาสตร์
ผลการวิเคราะห์พบความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมกับประชากรจาก กานาและโกตดิวัวร์ รวมถึงแหล่งประชากรธรรมชาติอื่นที่ข้อมูลปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า ประชากรปลาหมอคางดำใน สมุทรสงคราม มีโครงสร้างทางพันธุกรรมแตกต่างจากประชากรในบางพื้นที่ใกล้เคียงของภาคกลาง แม้บางพื้นที่จะมีแหล่งน้ำเชื่อมต่อกัน
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ระยะทางเพียงอย่างเดียวอาจอธิบายรูปแบบการกระจายของประชากรปลาได้ไม่ทั้งหมด
งานวิจัยยังเสนอหลักฐานสนับสนุนว่า การเคลื่อนย้ายปลาโดยมนุษย์อาจมีส่วนต่อรูปแบบการกระจายของประชากรภายในประเทศไทย หลังพบ DNA บางรูปแบบจากประชากรภาคกลางปรากฏในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ด้วย
คำถามเกี่ยวกับปลาหมอคางดำจึงครอบคลุมทั้ง “ปลาเข้ามาจากไหน” และ “หลังจากเข้ามาแล้ว ปลาเคลื่อนย้ายไปอย่างไร”
เอกสารและ DNA ให้ข้อมูลคนละด้าน
เมื่อเรียงข้อมูลตามลำดับ จะเห็นองค์ประกอบหลายส่วนที่สามารถนำมาพิจารณาร่วมกัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron เคยปรากฏอยู่ในข้อมูลการค้าปลาสวยงาม ขณะที่ชื่อภาษาไทยของปลาเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ทำให้ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการค้นข้อมูลย้อนหลัง
ข้อมูลการค้าและเอกสารช่วยบอกสิ่งที่ถูกบันทึกเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย ส่วนการศึกษา DNA ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายและความสัมพันธ์ของประชากรปลา
ผลการศึกษาทางพันธุกรรมพบ 19 Haplotype และสนับสนุนการเข้ามามากกว่าหนึ่งครั้ง จากมากกว่าหนึ่งแหล่งทางภูมิศาสตร์ รวมถึงเสนอว่าการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์อาจมีส่วนต่อการกระจายภายในประเทศ
การทำความเข้าใจเส้นทางของปลาหมอคางดำจึงต้องพิจารณาข้อมูลหลายส่วนประกอบกัน ทั้ง Timeline ชื่อวิทยาศาสตร์ ข้อมูลการค้า เอกสารการเคลื่อนย้าย และ DNA
จากปลาหมอคางดำ สู่การจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่น
อีกบทเรียนสำคัญคือ “สัตว์น้ำต่างถิ่น” ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ทุกชนิดจะเป็นปัญหา เพราะปัจจุบันสัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนมากยังเป็นส่วนหนึ่งของตลาดปลาสวยงาม และเป็นปลาที่ผู้คนนิยมเลี้ยง
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การรู้จักสัตว์ที่กำลังเลี้ยง ทั้งชนิด ที่มา เส้นทางการเคลื่อนย้าย และวิธีจัดการอย่างเหมาะสม
เมื่อสัตว์น้ำต่างถิ่นมีการเลี้ยงและซื้อขาย การจัดการจึงครอบคลุมตั้งแต่ การนำเข้า → เพาะเลี้ยง → ซื้อขาย → เคลื่อนย้าย → เลี้ยง → จัดการอย่างรับผิดชอบ
สำหรับผู้เลี้ยง หากวันหนึ่งไม่สามารถเลี้ยงต่อได้ ไม่ควรนำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปปล่อยลงแม่น้ำ คลอง หนอง บึง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ควรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาวิธีจัดการที่เหมาะสม
เรื่องของปลาหมอคางดำจึงทำให้เห็นว่า การค้นหาคำตอบต้องพิจารณามากกว่าข้อมูลเพียงด้านเดียว ตั้งแต่ปลาเคยถูกเรียกว่าอะไร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าอะไร ปรากฏในข้อมูลการค้าอย่างไร มีการเคลื่อนย้ายอย่างไร ไปจนถึง DNA ของประชากรปลาที่พบในประเทศไทย
หลักฐานแต่ละชุดให้ข้อมูลคนละด้าน และเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน จะช่วยให้เห็นรายละเอียดของเรื่องได้ครบขึ้น พร้อมนำไปสู่หลักสำคัญของการดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น คือ รู้ชนิด รู้ที่มา รู้เส้นทาง และจัดการอย่างรับผิดชอบ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
