รีเซต

เจาะเส้นทางสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกรานไทย จากปลาสวยงามสู่ภัยคุกคามระบบนิเวศ

เจาะเส้นทางสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกรานไทย จากปลาสวยงามสู่ภัยคุกคามระบบนิเวศ
TNN ช่อง16
25 สิงหาคม 2569 ( 07:11 )
9



ปัญหา “สัตว์น้ำต่างถิ่น” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นหนึ่งในความท้าทายด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่หลายประเทศทั่วโลกต้องรับมือ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยอยู่ในระบบนิเวศเดิม หากสามารถปรับตัวและเพิ่มจำนวนได้ อาจเข้าไปแข่งขันด้านอาหารและพื้นที่กับสัตว์น้ำพื้นถิ่น จนส่งผลต่อสมดุลของธรรมชาติในระยะยาว

ประเทศไทยพบสัตว์น้ำต่างถิ่นหลากหลายชนิดมานาน ตั้งแต่ชนิดที่ถูกนำเข้ามาเพื่อประโยชน์ด้านอาหารและสาธารณสุข ไปจนถึงสัตว์น้ำจากธุรกิจปลาสวยงาม เช่น ปลาช่อนอะเมซอน ปลาหมอมายัน กุ้งเครย์ฟิช ปลาดุกรัสเซีย หอยเชอรี่ และสัตว์น้ำแปลกอีกหลายชนิด

เส้นทางที่สัตว์น้ำเหล่านี้เข้ามาในประเทศมีหลายรูปแบบ ทั้งการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อเพาะเลี้ยงหรือจำหน่าย และการลักลอบนำเข้า ขณะที่สัตว์น้ำบางชนิดถูกกำหนดมาตรการห้ามครอบครองหรือเพาะเลี้ยง เพื่อควบคุมความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ

“ต่างถิ่น” ไม่ได้หมายความว่าต้องมาจากต่างประเทศ

ศาสตราจารย์ (ดร.) สรณัฏฐ์ ศิริสวย อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า คำว่า “สัตว์น้ำต่างถิ่น” หมายถึงสัตว์น้ำที่ไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่นั้น ไม่จำเป็นต้องมาจากต่างประเทศเสมอไป

ตัวอย่างเช่น สัตว์น้ำที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคหนึ่งของประเทศไทย หากถูกนำไปปล่อยในอีกพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีสัตว์ชนิดนั้นตามธรรมชาติ ก็สามารถถือเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นสำหรับระบบนิเวศแห่งใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม สัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ได้กลายเป็น “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน” ทุกชนิด ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการตั้งถิ่นฐาน เพิ่มจำนวน และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งมีชีวิตดั้งเดิม

สัตว์น้ำต่างถิ่นบางชนิดอาจดำรงอยู่โดยไม่ได้สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่บางชนิดมีคุณสมบัติทนต่อสภาพแวดล้อม ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และแข่งขันกับสัตว์น้ำท้องถิ่นได้ดี จึงต้องติดตามและบริหารจัดการแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยง

จากความมั่นคงทางอาหาร สู่ยุคธุรกิจปลาสวยงาม

การเข้ามาของสัตว์น้ำต่างถิ่นในประเทศไทยมีที่มาแตกต่างกันตามแต่ละช่วงเวลา

ในอดีต สัตว์น้ำบางชนิดถูกนำเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ด้านสาธารณสุข เช่น ปลาหางนกยูงและปลากินยุงที่ใช้ช่วยควบคุมลูกน้ำ ขณะที่บางชนิดถูกนำเข้ามาเพื่อเพิ่มทางเลือกด้านอาหารและการเพาะเลี้ยง

ศ.สรณัฏฐ์ ยกตัวอย่าง “ปลาหมอเทศ” ซึ่งเริ่มมีการทดลองนำเข้ามาก่อนปี 2500 ตามแนวทางส่งเสริมการเพาะเลี้ยงในช่วงเวลานั้น เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้ตลอดปี แตกต่างจากปลาพื้นถิ่นหลายชนิดที่มีฤดูกาลวางไข่ จึงมีบทบาทต่อแนวคิดด้านความมั่นคงทางอาหารในอดีต

ต่อมา เมื่อประเทศไทยส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลมากขึ้น การเลี้ยงปลาหมอเทศลดลง และมีปลาบางส่วนเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนพบการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณน้ำกร่อยและปากแม่น้ำ

เมื่อธุรกิจปลาสวยงามและการค้าสัตว์น้ำมีชีวิตขยายตัว จำนวนชนิดของสัตว์น้ำจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยก็มีความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย

นักวิชาการประเมินว่า หากพิจารณาจาก “จำนวนชนิด” ของสัตว์น้ำต่างถิ่นที่พบแพร่กระจายในธรรมชาติ กลุ่มที่เชื่อมโยงกับปลาสวยงามมีความหลากหลายมากกว่ากลุ่มสัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยงเพื่อบริโภค ซึ่งกลุ่มหลังมีอยู่เพียงบางชนิด เช่น ปลานิล ปลาหมอเทศ และปลาดุกลูกผสม




 

เมื่อ “ปล่อยปลา” อาจกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยง

อีกหนึ่งช่องทางสำคัญคือการปล่อยสัตว์น้ำจากการเลี้ยงลงสู่ธรรมชาติ โดยเฉพาะปลาสวยงามที่เมื่อโตขึ้น มีขนาดใหญ่ หรือผู้เลี้ยงไม่สามารถดูแลต่อได้ อาจถูกนำไปปล่อยในคลอง แม่น้ำ บึง หรือแหล่งน้ำสาธารณะ

แม้ผู้ปล่อยอาจมีเจตนาต้องการคืนชีวิตให้ธรรมชาติ แต่หากเป็นสัตว์ต่างถิ่น การกระทำดังกล่าวเท่ากับนำสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยอยู่ในระบบนิเวศนั้นเข้าสู่ธรรมชาติโดยตรง

หากสัตว์ชนิดนั้นไม่สามารถปรับตัวได้ ปัญหาอาจไม่ขยายวงกว้าง แต่หากเป็นชนิดที่ทนทาน ขยายพันธุ์รวดเร็ว และมีอาหารเพียงพอ ก็มีโอกาสตั้งถิ่นฐานและเพิ่มจำนวนจนควบคุมได้ยาก

กรณีสัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยงเพื่อบริโภค นักวิชาการระบุว่า ผู้เพาะเลี้ยงโดยทั่วไปมีแรงจูงใจในการป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำหลุดออกจากระบบการผลิต เพราะหมายถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่เหตุสุดวิสัย เช่น อุทกภัย ก็อาจทำให้สัตว์น้ำหลุดรอดสู่ธรรมชาติได้ จึงจำเป็นต้องมีระบบป้องกันในพื้นที่เพาะเลี้ยงควบคู่กัน

ปากแม่น้ำและน้ำกร่อย พื้นที่ต้องเฝ้าระวัง

หนึ่งในประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือสภาพของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ เพราะความสามารถในการตั้งถิ่นฐานของสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ได้เท่ากันทุกแห่ง

ศ.สรณัฏฐ์อธิบายว่า บริเวณปากแม่น้ำและพื้นที่น้ำกร่อยเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนตามธรรมชาติ และในบางพื้นที่มีสัตว์ผู้ล่าจำนวนน้อยกว่าระบบนิเวศอื่น จึงอาจเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำต่างถิ่นบางชนิดเพิ่มจำนวนได้ง่ายขึ้น

ในทางกลับกัน ระบบนิเวศที่ยังมีสัตว์ผู้ล่าและห่วงโซ่อาหารที่สมบูรณ์ สามารถช่วยควบคุมจำนวนสิ่งมีชีวิตบางชนิดตามธรรมชาติได้ระดับหนึ่ง

นักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อระบบนิเวศเสื่อมโทรมและสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ลดจำนวนลง สัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีความทนทานสูงและปรับตัวกับสภาพน้ำได้ดีอาจมีโอกาสรอดและขยายพันธุ์มากขึ้น

จุดนี้ทำให้การแก้ปัญหาไม่ควรมองเฉพาะการกำจัดสัตว์ต่างถิ่น แต่ควรเดินหน้าควบคู่กับการฟื้นฟูคุณภาพแหล่งน้ำ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และสัตว์น้ำพื้นถิ่นด้วย

ปลาหมอคางดำเป็นหนึ่งในหลายชนิดที่ต้องบริหารจัดการ

หนึ่งในสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ได้รับความสนใจในช่วงที่ผ่านมา คือ “ปลาหมอคางดำ” แต่ข้อมูลจากนักวิชาการชี้ว่า ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นของไทยมีขอบเขตกว้างกว่าสัตว์น้ำชนิดใดชนิดหนึ่ง

นอกจากปลาหมอคางดำ ยังมีสัตว์น้ำต่างถิ่นอีกหลายกลุ่มที่พบอยู่ในธรรมชาติ เช่น ปลาหมอเทศ ปลาหางนกยูง ปลากินยุง ปลาซักเกอร์ ปลาช่อนอะเมซอน และกลุ่มปลาหมอสีบางชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีพฤติกรรม พื้นที่อาศัย และระดับผลกระทบแตกต่างกัน

สำหรับสถานการณ์ปลาหมอคางดำ ศ.สรณัฏฐ์อ้างข้อมูลรายงานของกรมประมงว่า จำนวนจังหวัดที่พบการระบาดลดจาก 19 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัด หลังพื้นที่ระบาดขนาดเล็ก 2 จังหวัดได้รับการจัดการแล้ว ส่วนพื้นที่อื่นยังต้องติดตามต่อเนื่อง

แนวทางควบคุมจึงต้องพิจารณาตามสภาพพื้นที่ ทั้งการจับออก การใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม และมาตรการทางชีวภาพที่ผ่านการศึกษา โดยนักวิชาการระบุว่า กรมประมงมีการศึกษาการใช้ปลากะพงช่วยควบคุมปลาขนาดเล็กในพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งต้องดำเนินการภายใต้หลักวิชาการและการติดตามผล

ลักลอบนำเข้า อีกช่องโหว่ที่ต้องปิดให้ได้

นอกเหนือจากการนำเข้าอย่างถูกต้อง การลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำมีชีวิตยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

ศ.สรณัฏฐ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงตรวจพบการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำเป็นระยะ โดยอาจมีทั้งการสำแดงข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะสัตว์แปลกที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม

สำหรับการนำเข้าสัตว์น้ำมีชีวิตอย่างถูกต้อง ต้องขออนุญาตจากกรมประมง และผ่านกระบวนการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงมาตรการกักกันและตรวจโรคก่อนเข้าสู่ระบบการเลี้ยงหรือจำหน่าย

นักวิชาการประเมินว่า กฎหมายและมาตรการควบคุมในปัจจุบันมีความรัดกุมมากขึ้น แต่การตรวจสอบสินค้านำเข้าทุกชิ้นอย่างละเอียดมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ การเฝ้าระวังการค้าออนไลน์ และการตรวจสอบย้อนกลับ จึงเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

บทเรียนต่างประเทศ ชี้ธุรกิจปลาสวยงามต้องอยู่ในระบบควบคุม

ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นเกิดขึ้นในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยข้อมูลที่นำมาประกอบรายงานระบุว่า งานศึกษาจากมาเลเซียพบสัตว์น้ำต่างถิ่นคิดเป็นร้อยละ 85.66 ของชนิดสัตว์น้ำที่สำรวจในร้านปลาสวยงาม

ส่วนข้อมูลจากออสเตรเลียระบุว่า ในจำนวนปลาต่างถิ่นที่ตั้งถิ่นฐานในธรรมชาติ 41 ชนิด มีประมาณ 30 ชนิดที่เชื่อมโยงกับการค้าปลาสวยงาม

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ภาคการค้าสัตว์น้ำมีชีวิตเป็นอีกจุดที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนนำเข้า ผู้เพาะเลี้ยง ผู้จำหน่าย ไปจนถึงผู้ซื้อปลายทาง

ธรรมชาติช่วยควบคุมได้ แต่ไม่ควรรอธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ระบบนิเวศสามารถปรับตัวและสร้างกลไกควบคุมประชากรสิ่งมีชีวิตได้ในบางกรณี แต่กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายสิบปี และไม่ได้เกิดขึ้นกับสัตว์ต่างถิ่นทุกชนิด

ศ.สรณัฏฐ์ยกกรณี “หอยเชอรี่” ซึ่งเคยสร้างปัญหาในพื้นที่เกษตรอย่างกว้างขวาง ก่อนที่ปัจจุบันจะมีปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น นกปากห่าง เข้ามาช่วยกินและควบคุมจำนวนบางส่วน

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วอาจย้อนกลับได้ยาก โดยนักวิชาการยกกรณีหอยโข่งพื้นถิ่น ซึ่งพบลดลงอย่างมากในหลายพื้นที่หลังการแพร่กระจายของหอยเชอรี่ แม้จำนวนหอยเชอรี่จะลดลงในเวลาต่อมา แต่การฟื้นประชากรหอยโข่งกลับสู่ระดับเดิมไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย

บทเรียนดังกล่าวชี้ให้เห็นความสำคัญของการป้องกันก่อนเกิดการตั้งถิ่นฐาน เพราะเมื่อสัตว์ต่างถิ่นแพร่กระจายไปแล้ว ต้นทุนในการกำจัดและฟื้นฟูระบบนิเวศอาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ก่อนสัตว์ต่างถิ่นลงสู่ธรรมชาติ

หัวใจของการจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นจึงอยู่ที่การป้องกันตั้งแต่ก่อนเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยต้องครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การนำเข้า การกักกัน การเพาะเลี้ยง การจำหน่าย การครอบครอง การขนส่ง การส่งออก ไปจนถึงการกำจัดอย่างเหมาะสมและระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ภาครัฐมีบทบาทในการควบคุมการนำเข้าและบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการต้องมีมาตรการป้องกันสัตว์น้ำหลุดรอด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ส่วนผู้เลี้ยงควรศึกษาขนาด พฤติกรรม อายุ และความต้องการของสัตว์ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้สามารถดูแลได้ตลอดอายุของสัตว์

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชน คือ ไม่นำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปปล่อยลงแม่น้ำ คลอง บึง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ หากไม่สามารถเลี้ยงต่อได้ ควรติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำในการจัดการที่ถูกต้อง แทนการนำไปปล่อยด้วยตนเอง

ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นจึงต้องจัดการในฐานะโจทย์ของระบบนิเวศทั้งระบบ มากกว่ามุ่งไปที่สัตว์น้ำชนิดใดเพียงชนิดเดียว การป้องกันการหลุดรอด การสกัดการลักลอบนำเข้า การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง และการฟื้นความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ จะช่วยลดโอกาสที่สัตว์ต่างถิ่นชนิดใหม่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง