รีเซต

จับตา “COP31” เดือดก่อนเปิดฉาก เจ้าภาพออสเตรเลีย-ตุรกี ถูกวิจารณ์ยับ ยังหนุนถ่านหิน

จับตา “COP31”  เดือดก่อนเปิดฉาก เจ้าภาพออสเตรเลีย-ตุรกี ถูกวิจารณ์ยับ ยังหนุนถ่านหิน
TNN ช่อง16
6 ตุลาคม 2569 ( 13:00 )
7

ออสเตรเลียและตุรกี ซึ่งรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP31 กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์จากกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม หลังถูกกล่าวหาว่ายังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานถ่านหิน ขณะที่แทบไม่มีท่าทีชัดเจนต่อการผลักดันข้อตกลงระดับโลกเพื่อเร่งยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล


การประชุม COP31 มีกำหนดจัดขึ้นในเมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ในเดือนพฤศจิกายน โดยออสเตรเลียและตุรกีจะร่วมกันรับผิดชอบการดำเนินงานตลอดระยะเวลาประมาณสองสัปดาห์ ท่ามกลางความคาดหวังจากนานาประเทศว่าการประชุมครั้งนี้จะต้องมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการลดการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ


อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 350.org ระบุว่า เจ้าภาพร่วมทั้งสองประเทศยังอยู่ในภาวะ “สุญญากาศแห่งการลงมือทำ” และยังไม่ได้แสดงทิศทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของการเจรจาสภาพภูมิอากาศโลก


ในสัปดาห์นี้ การเตรียมการก่อนการประชุม COP31 จะเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อผู้นำประเทศบางส่วน รวมถึงแอนโธนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมเตรียมการร่วมกับผู้แทนจากกว่า 50 ประเทศที่ประเทศฟิจิและตูวาลู


รัฐบาลออสเตรเลียผลักดันให้จัดการประชุมเตรียมการในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยให้เหตุผลว่าต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีผู้นำจากนอกภูมิภาคตอบรับคำเชิญไม่มากนัก


รัฐบาลฟิจิระบุว่าผู้นำจากไทย แอนติกาและบาร์บูดา เคปเวิร์ด มัลดีฟส์ และติมอร์-เลสเต เป็นกลุ่มผู้เข้าร่วมที่คาดว่าจะเดินทางมา แต่ต่อมามีบางประเทศยกเลิกการเข้าร่วม รวมถึงไทย หลังกรุงเทพฯ เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง


การประชุมเตรียมการครั้งนี้ยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย อนุมัติการขยายเหมืองถ่านหินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐ โดยเหมือง Hunter Valley Operations ซึ่งมีบริษัท Yancoal และ Glencore เป็นเจ้าของร่วม จะได้รับการต่ออายุการดำเนินงานอีก 19 ปี


บริษัทเจ้าของเหมืองประเมินว่า หากโครงการได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลาง การขยายอายุเหมืองดังกล่าวอาจนำไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 809 ล้านตันตลอดอายุโครงการ


รายงานของ 350.org ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก UN Comtrade ระบุว่า การส่งออกถ่านหินทั้งถ่านหินสำหรับผลิตเหล็กและถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าจากออสเตรเลียไปยังตุรกี นับตั้งแต่การลงนามข้อตกลงปารีสในปี 2558 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 75 ล้านตัน ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังขยายการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG อย่างต่อเนื่อง


กลุ่มรณรงค์ยังกล่าวหาว่า ประธานร่วมของ COP31 แทบไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเชื้อเพลิงฟอสซิลในการสื่อสารต่อสาธารณะก่อนการประชุม โดยจดหมาย 3 ฉบับที่ส่งถึงประเทศต่าง ๆ เพื่อชี้แจงภารกิจและความคาดหวังของ COP31 ซึ่ง 2 ฉบับจัดทำโดยรัฐบาลตุรกี และอีก 1 ฉบับเป็นจดหมายร่วมของตุรกีและออสเตรเลีย ไม่ได้กล่าวถึงการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล


นอกจากนี้ อัลบาเนซีไม่ได้กล่าวถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลในสุนทรพจน์สำคัญระหว่างงาน Climate Week ที่นครนิวยอร์กเมื่อสองสัปดาห์ก่อน


อันเดรียส ซีเบอร์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองของ 350.org กล่าวว่า เจ้าภาพ COP31 ควรเดินตามแนวทางของบราซิล ซึ่งเป็นเจ้าภาพ COP30 ด้วยการผลักดันแผนงานเพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมเรียกร้องให้ออสเตรเลียและตุรกีประกาศกำหนดวันยุติการใช้ถ่านหินเป็นขั้นตอนแรก


“ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ฝ่ายประธาน COP31 ยังคงเพิกเฉยต่อประเด็นสำคัญที่สุดอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิล” ซีเบอร์กล่าว พร้อมระบุว่า แทนที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่าน ทั้งสองประเทศกลับยังคงขยายการใช้และการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง


แม้ออสเตรเลียจะเร่งขยายพลังงานสะอาดภายในประเทศ แต่ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกถ่านหินและ LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกเชื้อเพลิงทั้งสองประเภทในปีนี้จะสูงกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ 350.org ระบุว่า ตุรกีเป็นประเทศที่ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากที่สุดในยุโรป และได้ส่งสัญญาณว่าอาจเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติราว 30% ภายในปี 2578


คริส โบเวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของออสเตรเลีย กล่าวว่า ออสเตรเลียยอมรับว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นผลประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ และผลประโยชน์ของประเทศ


โบเวนกล่าวว่า ผลการวิเคราะห์ของกระทรวงการคลังชี้ว่า ออสเตรเลียสามารถมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกพลังงานหมุนเวียน


“ประเทศคู่ค้าของเรากำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของตนเอง เราต้องการช่วยให้พวกเขาดำเนินการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว เพื่อให้ออสเตรเลียยังคงเป็นประเทศการค้าที่มีความน่าเชื่อถือ” โบเวนกล่าว


การแบ่งหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วมระหว่างตุรกีและออสเตรเลียถือเป็นข้อตกลงที่ไม่ปกติ ซึ่งเกิดขึ้นหลังทั้งสองประเทศเผชิญความขัดแย้งเกี่ยวกับการเป็นเจ้าภาพ COP31 เป็นเวลานาน โดยตุรกีมีหน้าที่รับผิดชอบโดยรวม รวมถึงการจัดมหกรรมการค้าและธุรกิจสีเขียวขนาดใหญ่ ขณะที่โบเวนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานการเจรจา” สำหรับการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างเกือบ 200 ประเทศ


การประชุม COP30 ซึ่งจัดขึ้นที่บราซิลเมื่อปีที่ผ่านมา สามารถหลีกเลี่ยงความล้มเหลวของการประชุมได้ แต่ทำได้เพียงข้อตกลงโดยสมัครใจให้เริ่มหารือเกี่ยวกับแผนงานยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หลังประเทศผู้ผลิตน้ำมันคัดค้านถ้อยคำที่มีความเข้มข้นมากกว่านั้น


ความไม่พอใจต่อความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาล 57 ประเทศจัดการประชุมแยกต่างหากที่โคลอมเบียเมื่อเดือนเมษายน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยตุรกีและออสเตรเลียต่างส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว


ราล์ฟ เรเกนวานู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของวานูอาตู กล่าวว่า ประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกจะรู้สึก “ผิดหวังอย่างยิ่ง” หากออสเตรเลียตัดสินใจยืดอายุการดำเนินงานของเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ ขณะที่กำลังทำหน้าที่นำการเจรจา COP31


ด้านบิล แฮร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Climate Analytics ซึ่งเป็นสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าจับตาว่าตุรกีและออสเตรเลียจะสามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่


COP31 จะจัดขึ้นท่ามกลางความวิตกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วและปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทวีความรุนแรงจนถูกเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” อีกทั้งยังเกิดขึ้นหลังโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เตือนว่า โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส


UNEP เตือนว่า ทุกเศษเสี้ยวขององศาที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น จะยิ่งทำให้สภาพอากาศรุนแรงขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม การละลายของธารน้ำแข็ง การสูญเสียระบบนิเวศ ตลอดจนความเสี่ยงต่อการจมอยู่ใต้น้ำของพื้นที่เกาะและเมืองชายฝั่ง พร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง