คุณหรือเปล่า? กู้มาหมุน ยืมเงินอนาคตมาใช้ "คนไทยติดกับดักหนี้” เปิดปมอันตราย สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

รายได้เท่าเดิม เพิ่มเติม คือ รายจ่าย สัญญาณเสี่ยง คนไทยเริ่ม “อยู่ไม่ไหว”?
ใครหลายคนกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน ทำให้เงินในกระเป๋าไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่ตามมาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การกู้เงิน การใช้บัตรเครดิต หรือการหยิบยืมจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อประคองชีวิต
ภาพที่เกิดขึ้นคือ หนี้ที่เพิ่มขึ้นแบบไม่หยุด และกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ เพราะล่าสุด “หนี้ครัวเรือนไทย” กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรายบุคคล แต่กำลังลุกลามในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ
หนี้ครัวเรือนไทยกลับมาเพิ่ม สัญญาณเล็ก แต่ความเสี่ยงใหญ่
ข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 กลับมาขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.05% เมื่อเทียบรายปี ถือเป็นการกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้หดตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาส
ตัวเลขนี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่คือ “สัญญาณเปลี่ยนทิศ” ที่สำคัญ เพราะหมายความว่า แนวโน้มหนี้ที่เคยลดลง กำลังกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2568 ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 86.7% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง และเป็นหนึ่งในความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย
กู้เพื่ออยู่ ไม่ได้กู้เพื่อลงทุน จุดเปลี่ยนที่น่ากังวล
คำถามสำคัญคือ หนี้เหล่านี้เกิดจากอะไร และคำตอบที่ได้ ไม่ใช่การกู้เพื่อลงทุน หรือสร้างธุรกิจ แต่คือ “การกู้เพื่อใช้ชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน
รายงานของ SCB EIC ชี้ชัดว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก โดยมูลค่าสินเชื่อกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน
นี่คือหัวใจของปัญหา เพราะหนี้ลักษณะนี้ไม่ได้สร้างรายได้ในอนาคต และมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็น “หนี้เสีย” ในระยะต่อไป
หนี้ไม่สร้างรายได้ ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาโครงสร้างสินเชื่อ จะเห็นภาพที่ชัดขึ้น สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา รวมถึงสินเชื่อเพื่อธุรกิจ กลับหดตัวลงต่อเนื่อง
โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างรายได้ในระบบเศรษฐกิจ กลับลดลง สะท้อนว่าการลงทุนใหม่ ๆ กำลังชะลอตัว
ในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินเริ่มระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ บริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของหนี้ครัวเรือน ยังคงหดตัว
สิ่งนี้สะท้อนว่า “ระบบการเงินเริ่มระวังความเสี่ยง” แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนยังคงต้องการเงินเพื่อใช้ชีวิต
กู้ยาก แต่หนี้ยังเพิ่ม คนไทยหันไปพึ่งแหล่งเงินอื่น
แม้ธนาคารจะเข้มงวดมากขึ้น แต่หนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญคือ คนไทยยังคงมีความจำเป็นต้องใช้เงิน
เมื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากขึ้น หลายคนจึงหันไปพึ่งแหล่งเงินอื่น เช่น สถาบันการเงินของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ซึ่งยังคงมีการเติบโตของสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง
แหล่งเงินเหล่านี้เข้าถึงง่ายกว่า และมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากกว่า โดยมีบทบาทสำคัญในการพยุงสภาพคล่องของประชาชนในช่วงที่รายได้ไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเงินกู้ในลักษณะนี้มากเกินไป ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาวเช่นกัน
แรงกดดันรอบด้าน งานหายยาก รายได้ลด ค่าครองชีพพุ่ง
SCB EIC ประเมินว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก
ปัจจัยแรก คือ ตลาดแรงงานที่เปราะบาง เด็กจบใหม่หางานยากขึ้น อัตราการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ที่การมีงานทำลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
นอกจากนี้ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ช่วง COVID-19 ขณะที่แรงงานภาคเกษตรจำนวนหนึ่งย้ายเข้าสู่ภาคบริการ แม้รายได้สูงขึ้น แต่หลายงานยังเป็นงานรายได้ต่ำ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยโดยรวมลดลง
น้ำมันราคาพุ่ง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมกำลังซื้อคนไทย
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญ คือ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง SCB EIC คาดว่า อัตราเงินเฟ้อไทยในปี 2026 จะเร่งขึ้นสู่ระดับ 3.2% จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าและบริการ
ผลกระทบนี้จะกดดัน “รายได้ที่แท้จริง” ของแรงงาน ทำให้กำลังซื้ออ่อนแอลง แม้รายได้จะเริ่มฟื้นตัวกลับมาใกล้ระดับก่อน COVID-19
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อภาคธุรกิจ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในอนาคต
โดยกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบมีประมาณ 2.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.5% ของแรงงานทั้งหมด
ทางออกอยู่ตรงไหน แก้หนี้ต้องตรงจุดและยั่งยืน
ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น SCB EIC เสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว เริ่มจากในระยะสั้น ภาครัฐควรออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า โดยเฉพาะด้านพลังงาน และควรเป็นมาตรการชั่วคราวที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ และลดภาระของกลุ่มเปราะบาง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นไม่เต็มที่
ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องแก้ที่ “ต้นตอ” คือ การเพิ่มรายได้ของประชาชน ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด การสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งรายได้ใหม่
รวมถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุ และส่งเสริมวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครัวเรือน
สัญญาณเตือนดังแล้ว ไทยกำลังอยู่ด้วยหนี้มากกว่ารายได้
ทั้งหมดนี้ คือ สัญญาณเตือนที่เริ่มดังขึ้นชัดเจน คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลัง “อยู่ได้ด้วยหนี้” มากกว่า “อยู่ได้ด้วยรายได้” และหากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขที่ตรงจุด หนี้ที่มีอยู่วันนี้ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้า
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “หนี้เพิ่มหรือไม่” แต่คือ “เราจะแก้ทันหรือไม่” และ “จะแก้อย่างไรให้ตรงจุด” เพื่อให้ทั้งระบบเศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คน เดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
